บทที่ 2 

เทคโนโลยีการศึกษา

 

เทคโนโลยีการศึกษา (Educational Technology)

 

ความหมายของเทคโนโลยี

 

          กู๊ดGood.1963.492ให้ความหมายว่า“เทคโนโลยีในพจนานุกรมทางการศึกษา(DictionaryofEducational)หมายถึงการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มา

ใช้ในสาขาวิชาต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพ

          เดล (Dale . 1969 .610 ) ให้ความหมายว่า “เทคโนโลยีไม่ใช่เครื่องมือแต่เป็นแผนการวิธีการทำงานอย่างมีระเบียบที่ให้บรรลุตามแผนการ

          ฮาลซี (Haisey.1974.935) ให้ความหมายของคำว่า “เทคโนโลยี” ในพจนานุกรม โรงเรียน 3 ความหมาย ดังนี้

1. เป็นการนำความรู้ที่มีเหตุผลมาใช้เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายในทางปฏิบัติ

2. เป็นระเบียบ วิธีการ ขบวนการ ความคิดหรือการปรับปรุงวิธีการเดิม

3. เป็นการนำเอาวัสดุหรือวัตถุมาบริการความต้องการของสังคม

          เสาวนีย์ (2528 : 3 ) กล่าวว่า เทคโนโลยี เป็นคำไทยที่ถูกบัญญัติขึ้นใช้แทนคำว่า Technology ในภาษาอังกฤษ คำ Technology ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่ามาจากรากศัพท์ภาษาใดกันแน่ เพราะมีใช้ทั้งในภาษาละตินและภาษากรีก ในภาษาละตินมีคำว่า “Texere” หมายถึงการสาน(toweave)หรือการสร้าง(toconstruct)ที่ไม่เกี่ยวเฉพาะเครื่องมือเท่านั้นแต่รวมถึงศิลปะปฏิบัติ(Practicalart)ที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้าช่วยในภาษากรีกมีคำว่า “Technologia” หมายถึง การกระทำอย่างมีระบบ (Systematic treatment) ดังนั้นเทคโนโลยีจึงมิได้มีความหมายเฉพาะการใช้เครื่องจักรกลอย่างเดียวเท่านั้น แต่เทคโนโลยียังรวมไปถึงการปฏิบัติหรือดำเนินการใด ๆ  ที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (Any practical art using scientific Knowledge) เขาจึงสรุปและให้ความหมายของคำว่า เทคโนโลยี คือวิธีการหรือเทคนิคทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุผล

          วิเชียรศรี (2527 : 59) กล่าวว่า เทคโนโลยี หมายถึง การนำเอาความรู้หรือระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์ประยุกต์)  มาใช้ประโยชน์ในงานด้านต่างๆอย่างมีระบบทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในระบบงานนั้นในทางที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นลงทุนน้อยแต่ได้ผลมากและมีประสิทธิภาพดี

          ชัยยงค์ (2535 : 18 – 28 ) ให้ความหมายว่า เทคโนโลยี คือ แนวคิดหลักปฏิบัติ กระบวนการ ระบบ ระเบียบ กฎเกณฑ์ วิธีการและสิ่งประดิษฐ์อยู่ในรูปของการจัดระบบงานซึ่งต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสามอย่างคือ

1. ข้อมูลที่ใส่เข้าไป ได้แก่ การกำหนดปัญหา วัตถุประสงค์ รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

2. กระบวนการ ได้แก่ การลงมือแก้ปัญหาแจกแจงวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์

3. ผลลัพธ์ คือ ผลที่ได้จากการแก้ปัญหา หรือสรุปการวิเคราะห์ซึ่งสามารถจะนำไปทดลองประยุกต์ใช้และทำการประเมินผล

          ก่อ (2527 : 83 ) ได้กล่าวว่า เทคโนโลยี หมายถึง การนำวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ในวงการต่าง ๆ หรือมาใช้ในงานสาขาต่าง ๆ  และเมื่อนำมาใช้แล้วทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบต่าง ๆ ด้วย

          สมาน (2517 :17 ) ได้กล่าวว่า เทคโนโลยี หมายถึง การนำความรู้และระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการทำงาน

          สวัสดิ์ (2517 : 1 ) ให้ความหมายของเทคโนโลยีว่า หมายถึง การนำเอาวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ในงานสาขาต่าง ๆ  ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในระบบงานในทางที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลงทุนน้อยแต่ได้ผลมากและมีประสิทธิภาพสูง

สรุปได้ว่า เทคโนโลยี หมายถึง การนำความรู้ ความคิด และวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ในรูปของการจัดระบบงานใช้ในงานสาขาต่าง ๆ อย่างมีระบบเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด

 

ความหมายเทคโนโลยีการศึกษา

 

          กู๊ด (Good, 1963 :592 ) กล่าวว่า เทคโนโลยีการศึกษา หมายถึง การประยุกต์หลักการทางวิทยาศาสตร์ และเครื่องมือของระบบการสอนเพื่อนำมาใช้ในการเรียนการสอน

          เคนเนท (Kencth,1955 : 128 ) เทคโนโลยีทางการศึกษา หมายถึง การนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้สำหรับการเรียนการสอน เพื่อช่วยให้การสอนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อนำมาผลิตอุปกรณ์ เครื่องมือ ตลอดจนเทคนิคต่าง ๆ นำมาใช้เป็นอุปกรณ์การเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

         จรูญ(2515:31-35)กล่าวถึงเทคโนโลยีทางการศึกษาไว้ว่าเมื่อพูดถึงเทคโนโลยีคนส่วนมากมักนึกถึงสัมภาระต่างๆอันเป็นผลของความก้าวหน้าทาง

วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่นำมาใช้ในทางการศึกษามิได้หมายความเฉพาะแต่เพียงสัมภาระเพียงอย่างเดียววิธีการหรือเทคนิคใหม่ๆที่เพิ่มศักยภาพเป็นตัวช่วยนำมาใช้ปรับปรุงให้วิธีการสอนหรือวิธีการจัดการศึกษามีผลดีหรือมีประสิทธิภาพสูงขึ้นก็ถือว่าเป็นเทคโนโลยีทางการศึกษาเหมือนกัน เทคโนโลยีทางการศึกษาที่แท้จริงจึงหมายถึงกรรมวิธีในการกำหนดจุดหมายปลายทางของการศึกษาการปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมและทันสมัยการทดลองใช้วิธีการและวัสดุต่าง ๆ การประเมินผลของระบบการศึกษาทั้งระบบ

          ชัยยงค์(2523:24)กล่าวถึงเทคโนโลยีการศึกษาไว้ว่าเทคโนโลยีเป็นระบบการประยุกต์ผลิตผลทางวิทยาศาสตร์(วัสดุ)และผลิตผลทางวิศวกรรม(อุปกรณ์) โดยยึดหลักทางพฤติกรรมศาสตร์ (วิธีการ) มาช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพทางการศึกษาทั้งในด้าน บริหาร ด้านวิชาการ และด้านบริการ หรืออีกนัยหนึ่ง เทคโนโลยีการศึกษาเป็นระบบ การนำวัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการมาใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการศึกษาให้สูงขึ้น

วัสดุ (Materials) หมายถึง ผลิตผลทางวิทยาศาสตร์ สิ่งที่มีการผุผัง สิ้นเปลืองได้ง่าย เช่น ชอล์ค ดินสอ กระดาษ ฟิล์ม ฯลฯ

อุปกรณ์ (Equipment) หมายถึง ผลิตผลทางวิศวกรรมที่เป็นเครื่องมือต่าง ๆ เช่น กระดาษดำ โต๊ะ เก้าอี้ เครื่องฉาย เครื่องเสียง เครื่องรับโทรทัศน์ ฯลฯ

วิธีการ (Techniques) หมายถึง ระบบกระบวนการ กิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องคำนึงถึงหลักจิตวิทยา หลักสังคมวิทยา ภาษา ฯลฯ ที่นำมาใช้ในการศึกษา เช่น การสาธิต ทดลอง กลุ่มสัมพันธ์ เป็นต้น

          วาสนา (2522 : 5 – 6 ) กล่าวว่า เทคโนโลยีการศึกษา หมายถึง การนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แนวความคิด กระบวนการ วิธีการ เทคนิค ตลอดจนอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ มาใช้ร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ในทางการศึกษา ซึ่งครอบคลุมไปถึงด้านบริหารและด้านการเรียนการสอน

          วิจิตร (2516 : 99 ) ให้ความหมายของ เทคโนโลยีการศึกษาว่าหมายถึง การประยุกต์เอาเทคนิค วิธีการ แนวความคิด อุปกรณ์ และเครื่องมือใหม่ๆ มาใช้เพื่อช่วยแก้ปัญหาทางการศึกษาทั้งด้านการขยายงานและด้านการปรับปรุงคุณภาพของการเรียนการสอน ดังนั้น  เทคโนโลยีจึงมีขอบข่ายถึงเรื่องสำคัญ ๆ 3 ประการคือ

          1. การนำเอาเครื่องมือและอุปกรณ์ใหม่ ๆ มาใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งได้แก่การนำเครื่องกลไกลทั้งหลายมาใช้เป็นประโยชน์ในการเรียนการสอน เช่น เครื่องฉายสไลด์ เครื่องฉายภาพยนตร์ เทปบันทึกเสียง วิทยุและโทรทัศน์ เครื่องช่วยสอน เป็นต้น

          2. การผลิตวัสดุการสอนแนวใหม่ (Instructional Materials) ได้แก่ การนำวัสดุ  การสอน เช่น แผนภูมิ รูปภาพ ภาพโฆษณา มาใช้ ตลอดจนการผลิตตำราแบบเรียน เอกสาร วัสดุ สิ่งพิมพ์อื่น ๆ และแบบเรียนสำเร็จรูป เป็นต้น

          3. การใช้เทคนิคและวิธีการใหม่ (Innovation) นอกจากการใช้เครื่องมือและวัสดุ  ดังกล่าวแล้ว เทคโนโลยีขอบข่ายครอบคลุมถึงการใช้เทคนิค และวิธีการใหม่ๆในการเรียนการสอนด้วยเช่นชุดการเรียนการสอนศูนย์การเรียนการเรียนการสอนแบบไม่แบ่งชั้นการสอนเป็นคณะการจัดตารางสอนแบบยืดหยุ่น เป็นต้น

ดังนั้นเทคโนโลยีทางการศึกษาตามขอบข่ายดังกล่าวคือการเปลี่ยแปลงทางการศึกษาอันเนื่องมาจากการนำเอาโสตทัศนวัสดุอุปกรณ์และวิธีการใหม่มาใช้ในทางการเรียนการสอนนั่นเอง

         ไชยยศ(2523:15)ให้ความหมายว่าเทคโนโลยีทางการศึกษาคือวิธีการนำเอาความรู้แนวความคิดและกระบวนการตลอดจนเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ

อันเป็นผลิตผลทางวิทยาศาสตร์มาใช้ร่วมกันอย่างมีระบบเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาการศึกษาให้ก้าวหน้าต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สรุปได้ว่าเทคโนโลยีการศึกษาหมายถึงการนำความรู้ความคิดและวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้อย่างมีระบบเพื่อแก้ปัญหาในการเรียนการสอนให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด

 

ความสำคัญและบทบาทของเทคโนโลยีต่อการศึกษา

0

          เสาวนีย์ (2528 : 9 –10 ) ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ทางคณะกรรมาธิการด้านเทคโนโลยีทางการศึกษา แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (The Commission on Instructional Technology ) ได้สรุปว่าเทคโนโลยีทางการศึกษามีความสำคัญต่อการศึกษา ดังนี้

1. เทคโนโลยีทางการศึกษาสามารถทำให้การเรียนการสอนและการจัดการศึกษามีความหมายมากขึ้น นั่นเอง การนำเอาเทคโนโลยีทางการศึกษาเข้ามาใช้ในการศึกษาจะช่วยให้ผู้เรียนเรียนได้กว้างขวางยิ่งขึ้นเรียนได้เร็วขึ้นได้เห็นและได้สัมผัสกับสิ่งที่เรียนได้อย่างเข้าใจและยังทำให้ครูมีเวลาให้กับผู้เรียนได้มากขึ้น

2. เทคโนโลยีทางการศึกษาสามารถที่จะสนองในด้านความแตกต่างระหว่างบุคคลได้ในการนำเอาเทคโนโลยีทางการศึกษาเข้ามาใช้ในการศึกษานั้น ผู้เรียนจะมีอิสระในการเสาะแสวงหาความรู้มีความรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและต่อสังคมมากขึ้นเป็นการเปิดทางให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามความสามารถของเขา สนองเรื่องความสนใจและความต้องการของแต่ละบุคคลได้อย่างดี

3.เทคโนโลยีทางการศึกษาสามารถทำให้การจัดการศึกษาทั้งอยู่บนรากฐานของวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าในปัจจุบันวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นวิธีหนึ่งที่สร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ทุกวงการ การนำเทคโนโลยีทางการศึกษาเข้ามาใช้กับการศึกษา จะทำให้การจัดการศึกษาเป็นไปอย่างมีระบบมากขึ้น มีการศึกษาค้นคว้าทดลองวิธีการแปลก ๆ ใหม่ ๆอยู่เสมอและมีความสมเหตุสมผลตามสภาพการณ์การเปลี่ยนแปลงของสังคมจึงทำให้การจัดการศึกษาซึ่งเป็นรากฐานของระบบสังคมเจริญก้าวหน้าไปได้อย่างไม่หยุดยั้ง

4.เทคโนโลยีทางการศึกษาช่วยให้การจัดการศึกษามีพลังมากขึ้นสิ่งหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการสอนและการจัดการศึกษาก็คือสื่อสื่อนับวันจะพัฒนาตัวของมันเองให้มีคุณค่าและสะดวกต่อการใช้มากขึ้น สื่อเป็นผลิตผลอย่างหนึ่งของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีย่อมเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสื่อมีพลังมากเพียงใดดังนั้นการนำสื่อมาใช้ในการศึกษาจึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าการจัดการศึกษานั้นจะมีพลังมากขึ้น

5.เทคโนโลยีทางการศึกษาสามารถทำให้การเรียนรู้อยู่แค่เอื้อมในการเรียนรู้ของผู้เรียนมิได้จำกัดเฉพาะในด้านความรู้เท่านั้นแต่ยังปลูกฝังทักษะและเจตคติที่ดีงามแก่ผู้เรียนด้วยการนำเอาเทคโนโลยีทางการศึกษามาใช้ทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างกว้างขวางผู้เรียนได้เห็นสภาพความเป็นจริงในสังคมด้วยตาของเขาเอง เป็นการนำโลกภายนอกเข้ามาสู่ห้องเรียน ทำให้ช่องว่างระหว่างโรงเรียนกับสังคมลดน้อยลง เช่น การศึกษาผ่านทางโทรทัศน์ ภาพยนตร์ สไลด์ เป็นต้น

6.เทคโนโลยีทางการศึกษาทำให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษาการนำเทคโนโลยีทางการศึกษามาใช้กับการศึกษาทำให้โอกาสของทุกคนในการเข้ารับการศึกษามีมากขึ้นเช่นการจัดการศึกษาอย่างไม่เป็นทางการหรือไม่มีพิธีรีตรอง(InformalEducation)การจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียน (Non-formalEducation)ทำให้วิถีทางการเข้าสู่การศึกษาเป็นไปอย่างการจัดการศึกษาพิเศษแก่คนพิการและอื่นๆอิสระเสรีและกว้างขวางเพื่อความก้าวหน้าของแต่ละบุคคล ตามความสนใจ ความต้องการ และความสามารถของเขา

          สมาน (2522 : 20 – 22 ) กล่าวถึงบทบาทของเทคโนโลยีทางการศึกษาที่มีต่อการศึกษาปัจจุบันพอที่จะประมวลมาได้ดังนี้ คือ

1. ช่วยในการสอนให้เห็นภาพพจน์แทนของจริง เช่น จากภาพยนตร์  เทปโทรทัศน์ ฯลฯ

2.ช่วยในการส่งเสริมการเรียนการสอนด้วยความแตกต่างของนักเรียนแต่ละบุคคลdividualDifferenceให้สามารถเข้าใจและเรียนรู้จากบทเรียนได้มากยิ่งขึ้น

3.ช่วยให้เกิดมีการแลกเปลี่ยนทัศนะความคิดต่างๆในระหว่างครูกับนักเรียนเป็นไปอย่างดีมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและเป็นไปอย่างน่าสนใจและสนุกในบทเรียนนั้น

4. ช่วยเสริมสร้างให้ความรู้แก่นักเรียนมากยิ่งขึ้น อาทิเช่น การใช้วิทยุการศึกษา โทรทัศน์การศึกษา เทปโทรทัศน์ ฯลฯ

          บุญญศักดิ์(2523:1)ได้กล่าวถึงความสำคัญของเทคโนโลยีทางการศึกษาที่มีต่อการศึกษาแต่เน้นหนักทางการเรียนการสอนว่า“สอนเน้นหนักแต่ทางทฤษฎี

อย่างเดียวหาได้ไม่ทางที่ถูกการเรียนการสอนที่ดีสมควรที่จะได้มีอุปกรณ์ช่วยสอนที่ดีและมีประสิทธิภาพสูงเพื่อให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ได้รวดเร็วขึ้น การจัดอุปกรณ์การเรียนการสอนจำเป็นต้องใช้การศึกษาและวิจัยโดยการนำเอาเทคโนโลยีทางการศึกษาสมัยใหม่เข้าช่วยโดยตั้งเป็นศูนย์หรือหน่วยงานผลิตอุปกรณ์การสอนขึ้นมาใช้ และใช้อุปกรณ์ราคาถูกจากภายในประเทศ เพื่อช่วยแก้ปัญหาของครูผู้สอนเกี่ยวกับความขาดแคลนอุปกรณ์เนื่องจากงบประมาณไม่เพียงพอ

สรุปได้ว่าเทคโนโลยีการศึกษามีส่วนช่วยส่งเสริมการศึกษาในอันที่จะให้บทเรียนน่าสนใจและผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจมากยิ่งขึ้นจึงนับได้ว่าเทคโนโลยีทางการศึกษามีบทบาทสำคัญในวงการศึกษาในยุคปัจจุบันและอนาคต

 

วิวัฒนาการของเทคโนโลยีการศึกษาในประเทศไทย

 

          วนิดา (2526 : 7 –11 ) ได้รวบรวมและสรุปเกี่ยวกับวิวัฒนาการของเทคโนโลยีการศึกษาในเมืองไทยไว้ดังนี้ คือ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2  สำนักข่าวสาวอเมริกัน(USIS)ได้นำภาพยนตร์เสียงขนาด16มม.เกี่ยวกับประเทศอเมริกาเข้ามาเผยแพร่เพื่อให้รู้จักประเทศของเราและบางเรื่องก็เป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับความรู้ทั่วไปต่าง ๆซึ่งนำมาใช้ในการศึกษาได้จึงมีวิธีการใช้ภาพยนตร์ประกอบการศึกษากันอย่างกว้างขวาง แต่เนื่องจากยังไม่ได้บัญญัติศัพท์ที่ใช้เรียกการสอนโดยใช้ภาพยนตร์ประกอบคนไทยที่ทำงานอยู่ในสำนักข่าวสารอเมริกันจึงได้บัญญัติศัพท์คำว่า

“โสตทัศนศึกษา” (Audio - Visual Education) ขึ้นใช้ นับว่าเป็นที่มาของคำว่า โสตทัศนศึกษาที่ใช้กันในเมืองไทยเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2483กองการศึกษาผู้ใหญ่กระทรวงศึกษาธิการให้ความสนใจในภาพยนตร์ของUSISเป็นอย่างมากเพราะเล็งเห็นประโยชน์ของภาพยนตร์เหล่านั้นในการใช้ความรู้แก่ประชาชนที่ไม่รู้หนังสือ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ทางกองการศึกษาผู้ใหญ่กำลังเร่งแก้ปัญหาอยู่ในขณะนั้น จึงได้ซื้อเครื่องภาพยนตร์เสียงขนาด 16 มม. พร้อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้ารวม 1ชุดส่วนภาพยนตร์ที่ฉายได้ขอยืมจากUSISและเช่าจากบริษัทเมโทร

          ในปีพ.ศ.2497วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร(มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร ในปัจจุบัน) ได้จัดตั้งแผนกโสตทัศนศึกษา และเปิดสอนวิชานี้ขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทยทั้งนี้เพราะได้รับการช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัยอินเดียนา  สหรัฐอเมริกาในการส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยในปีต่อๆมาสถาบันทางการศึกษาหลายแหล่งรวมทั้งกระทรวงศึกษาธิการก็ได้จัดตั้งหน่วยโสตทัศนศึกษาขึ้นอีก เพื่อบริการงานทางด้านนี้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น จนกระทั่งถึงปัจจุบัน เช่น ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น

       นอกจากนี้ ยังได้นำวิทยุ และโทรทัศน์มาใช้ในการแก้ปัญหาทางการศึกษาอีกด้วย สำหรับวิทยุทางการศึกษานั้นกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ริเริ่มงานนี้ ตั้งแต่ พ.ศ. 2492 และได้จัดตั้งสถานีวิทยุศึกษาขึ้นในวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ ทุ่งมหาเมฆ ทำการออกอากาศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมพ.ศ.2497เป็นต้นมา ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนและนักเรียนในท้องถิ่นต่างๆได้รับความรู้โดยทั่วถึงกันทั้งนี้เพราะวิทยาเป็นสื่อที่ใกล้ชิดกับประชาชนในท้องถิ่นชนบทมากที่สุดในขณะนั้น

          ต่อมาในปี พ.ศ. 2500 จึงได้เริ่มงานวิทยุโรงเรียน เพื่อการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนโดยเฉพาะ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อ

1. สอนโดยตรงในบางวิชา

2. ช่วยเหลือครูที่มีปัญหาทางด้านการสอน เช่น ไม่ถนัดในวิชานั้น ขาดประสบการณ์หรือมีปัญหาทางด้านการผลิตอุปกรณ์ประกอบบทเรียน

3. เร้าความสนใจให้นักเรียนอยากเรียน และค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม

โทรทัศน์การศึกษาในเมืองไทย ในปี พ.ศ. 2503 ซึ่งเป็นปีที่ขยายการศึกษาภาคบังคับระดับประถมศึกษา จาก 4 ปี เป็น 7 ปี ทำให้ประสบปัญหาการขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์อาคารสถานที่และครูซึ่งเหล่านี้มีอยู่เท่าเดิมแต่จำนวนนักเรียนเพิ่มมากขึ้นกระทรวงศึกษาธิการร่วมกับเทศบาลนครกรุงเทพ (กรุงเทพมหานครในปัจจุบัน) และสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 (ช่อง 9 ในปัจจุบัน) จัดรายการโทรทัศน์ เพื่อการศึกษาสำหรับนักเรียน และประชาชนทั่วไปในระบบวงจรปิดขึ้น

          ในปีพ.ศ.2506มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เปิดคณะศิลปศาสตร์ขึ้นใหม่ทำให้นักศึกษามากห้องเรียนและอาจารย์ผู้สอนไม่เพียงพอมหาวิทยาลัยจึงแก้ปัญหา โดยนำโทรทัศน์วงจรปิดมาช่วยในการสอน

          ในปีพ.ศ.2507เทศบาลนครกรุงเทพได้จัดโทรทัศน์การศึกษาแบบวงจรเปิดสำหรับเป็นเครื่องช่วยสอนเนื้อหาในหลักสูตรเพื่อแก้ปัญหาจำนวนนักเรียนไม่สมดุล กับวัสดุ อุปกรณ์อาคารสถานที่และครูและได้ดำเนินการมาจนกระทั่งปีพ.ศ.2523จึงหยุดเนื่องจากทางเทศบาลไม่มีงบประมาณที่จะดำเนินการได้อีกต่อไป

          ในปี พ.ศ. 2507 นี้เช่นเดียวกัน ที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใช้โทรทัศน์วงจรปิด เพื่อสอนทางด้านการแพทย์แก่นิสิต เช่นการสาธิตทางกายวิภาคการผ่าตัด เป็นต้น

          ในปี พ.ศ. 2514 มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด รับนักศึกษาไม่จำกัดจำนวน ได้ใช้โทรทัศน์วงจรปิด เพื่อแก้ปัญหานักศึกษาล้นห้อง ห้องเรียนมีจำกัด แต่ส่วนมากเป็นรายการสดที่ถ่ายทอดจากผู้สอนในขณะนี้   ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยรามคำแหงมีนักศึกษามากขึ้น ดังนั้นบางชั้นจึงเรียนจากโทรทัศน์วงจรปิด ที่ออกอากาศสถานีโทรทัศน์ในปัจจุบันแทน  ห้องสมุดเสียง มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ มีลักษณะเป็นคลังของเทปบันทึกเสียงและมีการจัดหมวดหมู่ไว้อย่างเป็นระบบเพื่อให้บริการแก่อาจารย์นักเรียนนักศึกษา และประชาชนทั่วไป ซึ่งแต่เดิมนั้น ยังสามารถใช้รหัสเรียกโปรแกรมไปยังห้องเรียนต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนได้ทันท่วงทีได้อีกด้วย (มีอุปกรณ์ในการเรียนโปรแกรมติดไว้ตามห้อง)  ห้องสมุดเสียงมีอยู่เป็นแห่งแรก และแห่งเดียวในประเทศไทย ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ เมื่อ พ.ศ. 2513 ผู้ดำริสร้างห้องสมุดเสียงนี้ขึ้นมาคือ  รศ. หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งอธิการบดี โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ

1. เสริมการสอนวิชาต่าง ๆ ในหลักสูตรตามที่ผู้สอนต้องการ

2. เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ศึกษาตามความสนใจนอกเวลาเรียน

3. รักษาสมบัติวัฒนธรรมทางเสียงไว้ เพื่อศึกษาค้นคว้าในอนาคต เทปบันทึกเสียงจึง

ประกอบไปด้วย เพลงพื้นเมือง เพลงของชนเผ่า คำปราศรัย หรือการอภิปรายพระราชดำรัส และพระบรมราโชวาท ฯลฯ  มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มหาวิทยาลัยเปิดเต็มรูป มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชเปิดทำการสอนเมื่อปี พ.ศ. 2524  โดยยึดถือปรัชญาของการนำความรู้ไปสู่นักศึกษาถึงที่ กล่าวคือนักศึกษาสามารถเรียนได้ทุกสถานที่และทุกเวลา โดยไม่จำกัดจำนวนนักศึกษาที่รับ ดังนั้นจึงไม่มีการสอบคักเลือกใดๆ ทั้งสิ้น มหาวิทยาลัยแห่งนี้จึ้งได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยเปิดเต็มรูป มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จัดการศึกษาโดยยึดถือหลัก 4 ประการ คือ

1. ความแตกต่างระหว่างบุคคล

2. ความพร้อมของสื่อ

3.การใช้สื่อในรูปของสื่อประสม(MultipleMedia)ได้แก่การใช้สื่อทางไปรษณีย์ในรูปของสิ่งพิมพ์เทปตลับและรายการสอนทาง

วิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ การสอนเสริมและกิจกรรมภาคปฏิบัติ เสริมประสบการณ์

4. การใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นให้เป็นประโยชน์มากที่สุด

          สรุปได้ว่าเทคโนโลยีการศึกษาในเมืองไทยได้วิวัฒนาการขึ้นอย่างรวดเร็วภายในช่วงเวลาประมาณ45ปีเริ่มจากสมัยที่มีการนำเทคโนโลยีการศึกษามาใช้ก่อน

การบัญญัติศัพท์คำนี้ขึ้นจนถึงปัจจุบันซึ่งมีมหาวิทยาลัยเปิด2แห่งคือรามคำแหงและสุโขทัยธรรมธิราชซึ่งมีสามารสนองความต้อการของผู้เรียนเรียนได้อย่างอิสระโดยอาศัยสื่อการสอนแท้จริงแล้วสิ่งสำคัญที่อยู่เบื้องหลังซึ่งมีบทบาทและผลักดันให้การศึกษามีความเจริญก้าวหน้าตามวิวัฒนาการนี้ก็คือบทบาทของเทคโนโลยีการศึกษารวมทั้งนักเทคโนโลยีการศึกษาที่มีความสามารถควบคู่กันเนื่องจากว่าเทคโนโลยีทางการศึกษานั้นได้มีบทบาทต่อการศึกษาในฐานะสื่อการศึกษาหรือสื่อการสอน (Instructional Media) ดังที่ ชัยยงค์ (2523 : 40)ได้กล่าวไว้ดังนี้ว่าเทคโนโลยีมีบทบาทเป็นสื่อกลางในกระบวนการเรียนการสอนโดยถือว่าการเรียนรู้เป็นกระบวนการการสื่อความรู้เพราะมีผู้ส่งความรู้คือครูมีความรู้เรียกว่า “สาร” (Message) และตัวพาความรู้เรียกว่า (Media) หรือช่องทาง (Channel) และมีผู้รับความรู้คือผู้เรียน สื่อที่ใช้ในการถ่ายทอดความรู้เรียกว่า เรียกว่า“สื่อการศึกษา”หรือ“สื่อการสอน”สิ่งที่จะใช้เป็นสื่อการสอนคือเทคโนโลยีการศึกษาซึ่งได้แก่ระบบการนำวัสดุอุปกรณ์และวิธีการความสัมพันธ์ของเทคโนโลยีในฐานะสื่อที่จะช่วยให้ครูสามารถถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้เรียนได้มากที่สุด กล่าวอีกนัยหนึ่งเทคโนโลยีทางการศึกษาในฐานะสื่อการสอนจะช่วยให้การเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีความคงทนถาวรการรับรู้ของผู้เรียนนั้นต้องอาศัยอินทรีย์ทั้ง 5 คือ ลิ้น จมูก สัมผัส หู และตา จากการวิจัยพบว่า ผู้เรียนจะรับความรู้จากการลิ้มรสด้วยสิ้น 3 % สูดกลิ่นด้วยจมูก 3 % ลูบคลำสัมผัสแตะต้องด้วยมือ 16 % ฟังด้วยหู 13 %และดูด้วยตา75%หากผู้เรียนได้เรียนรู้จากบูรณาการของสัมผัสทั้ง5อย่างก็จะสามารถรับความรู้ได้เต็มที่คติไทยบทหนึ่งกล่าวได้ว่า“สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นสิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ”ชี้ให้เห็นความสำคัญของการเรียนรู้รู้จากการฟังด้วยหู แล้วต้องดูด้วยตา และลงมือฝึกปฏิบัติ แต่เป็นที่น่าเสียใจว่าการเรียนการสอนในปัจจุบันยังคงให้ผู้เรียนรับรู้จากการฟังด้วยหูเป็นส่วนใหญ่.

(ให้นิสิตดูรายละเอียดในเอกสารประกอบการบรรยายเพิ่มเติม)

 

(เนื้อหายกมาบางส่วน)

 
 

  หน้าหลัก I บทที่1 I บทที่2 I บทที่3