บทที่ 6
การเขียน
1. ความหมายของการเขียน
การเขียน
หมายถึง
การถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดและความต้องการของบุคคลออกมาเป็นสัญลักษณ์ คือ ตัวอักษร
เพื่อสื่อความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจ
จากความข้างต้น
ทำให้มองเห็นความหมายของการเขียนว่า
มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการสื่อสารในชีวิตประจำวัน เช่น นักเรียน
ใช้การเขียนบันทึกความรู้ ทำแบบฝึกหัดและตอบข้อสอบ
บุคคลทั่วไป
ใช้การเขียนจดหมาย ทำสัญญา พินัยกรรมและค้ำประกัน เป็นต้น พ่อค้า
ใช้การเขียนเพื่อโฆษณาสินค้า ทำบัญชี ใบสั่งของ
ทำใบเสร็จรับเงิน แพทย์ ใช้บันทึกประวัติคนไข้เขียนใบสั่งยาและอื่นๆ
เป็นต้น
2.
ความสำคัญของการเขียนและประโยชน์ที่ได้รับ
นอกจากมีความจำเป็นดังกล่าวแล้ว อาจกล่าวถึงความสำคัญของการเขียนโดยสรุปได้ดังนี้
1)
เป็นเครื่องมือสื่อสารอย่างหนึ่งของมนุษย์
ที่ต้องการถ่ายทอดความคิด ความเข้าใจ และประสบการณ์ของตนเองออกเสนอผู้อ่าน
2) เป็นการเก็บบันทึกรวบรวมข้อมูล
ที่ตนได้มีประสบการณ์มาก่อน
3)
เป็นการระบายอารมณ์อย่างหนึ่ง
ในเรื่องที่ผู้เขียนเกิดความรู้สึกประทับใจหรือมีประสบการณ์
4)
เป็นเครื่องถ่ายทอดมรดกวัฒนธรรม เช่น
ถ่ายทอดสมัยหนึ่งไปสู่อีกสมัยหนึ่ง เป็นต้น
5)
เป็นเครื่องมือพัฒนาสติปัญญา
เนื่องจากการเรียนรู้ทุกอย่างต้องอาศัยการเขียนเป็นเครื่องมือสำหรับบันทึกสิ่งที่ได้ฟังและได้อ่านและนำไปสู่การพัฒนาสืบไป
6)
เป็นการสนองความต้องการของมนุษย์ตามจุดประสงค์ที่แต่ละคนปรารถนา
เช่น เพื่อต้องการทำให้รู้เรื่องราว ทำให้รัก
ทำให้โกรธและสร้างหรือทำลายความสามัคคีของคนในชาติ
7)
เป็นการแสดงออกซึ่งภูมิปัญญาของผู้เขียน
8)
เป็นอาชีพอย่างหนึ่ง
9)เป็นการพัฒนาความสามารถและบุคลิกภาพ
ทำให้บุคคลมีความเชื่อมั่นในตัวเอง
ในการแสดงความรู้สึกและแนวคิด
10)
เป็นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม
3. จุดมุ่งหมายของการเขียน
เนื่องจากการเขียนมีความสำคัญต่อบุคคลมากตามที่กล่าวมาแล้ว ดังนั้น การเขียนจึงมี
จุดมุ่งหมายต่างๆหลายประการดังนี้
1)
เพื่อคัดลายมือ
2)
เพื่อฝึกทักษะ
3)
เพื่อสะกดคำถูกต้อง
4)
เพื่อให้รู้จักเลือกภาษา
ในการเขียนที่เหมาะสมกับบุคคลและโอกาส
5)
เพื่อให้สามารถรวบรวมและลำดับความคิด แล้วจดบันทึก
สรุปและย่อใจความเรื่องที่อ่านหรือฟังได้
6)
เพื่อถ่ายทอดให้มีจินตนาการ
ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และความรู้สึกนึกคิดที่ดี
7)
เพื่อให้สังเกต จดจำและเลือกเฟ้นถ้อยคำ
สำนวนโวหารให้ถูกต้องตามหลักภาษาและสื่อความให้ตรงตามที่ต้องการ
8)
เพื่อให้มีทักษะการเขียนประเภทต่างๆ
สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
9)
เพื่อใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
10)
เพื่อให้เห็นความสำคัญและคุณค่าของการเขียนว่ามีประโยชน์
อย่างแท้จริง
4. องค์ประกอบของการเขียน
การเขียนเป็นการสื่อสารที่มีองค์ประกอบ 4 ประการคือ
1)
ผู้เขียน (ผู้ส่งสาร)
2) ภาษา
(สาร)
3) เครื่องมือทำให้เกิดสาร (เช่น
อักษร ดินสอ สมุด ฯลฯ)
4)
ผู้อ่าน (ผู้รับสาร)
5. ลักษณะผู้เขียน
ผู้เขียนนับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ความคิดของผู้เขียนเป็นจุดกำเนิดที่ทำให้เกิดการเขียนขึ้น ดังนั้นจึงกล่าวถึง
ลักษณะของผู้เขียน ได้ดังนี้
1)
มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ และจินตนาการ
3)
เลือกเนื้อหาและใช้ภาษาได้ถูกต้อง
และเหมาะสมตามหลักการใช้ภาษา
4)
หลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็น
ที่จะทำให้ผู้อื่นหรือตัวเองเดือดร้อน
5)
ลักษณะท่าทาง ผู้เขียนนอกจากมีความคิด ความรู้
และความสามารถ
บุคลิกลักษณะ
ท่าทางในการนั่ง การวางมือ การจับปากกาดินสอ
ผู้เขียนต้องเข้าใจและปฏิบัติให้ถูกต้องเพื่อสุขภาพของผู้เขียนเอง
6)
ลายมือของผู้เขียน เขียนให้ถูกต้อง เป็นระเบียบ
สะอาดและชัดเจน
7)
จรรยาบรรณผู้เขียน หมายถึง มารยาท เช่น
การให้เกียรตินักเขียนโดยลงชื่อ
เจ้าของผลงานที่เราลอกหรือเอาแนวคิดของเขามาทุกครั้ง
6. ภาษาที่ใช้ในการเขียน
ภาษาไทยมีลักษณะการใช้แตกต่างกัน ซึ่งมีองค์ประกอบหลายประการ เช่น
ฐานะทางเศรษฐกิจ ฐานะทางสังคม ชาติวุฒิ วัยวุฒิ หรือประสบการณ์
แต่โดยทั่วไปได้จำแนกภาษาไทย เป็น 3 ระดับคือ ภาษาปาก
ภาษากึ่งแบบแผน และภาษาแบบแผน
ภาษาไทยทั้ง 3
ระดับนี้เป็นทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนในที่นี้จะกล่าวเฉพาะภาษาที่ใช้สำหรับเขียน
ดังนี้
ภาษาปาก
ส่วนใหญ่เป็นภาษาพูดมากกว่าเขียน เช่น ภาษาท้องถิ่น ภาษาแสลง
เมื่อกล่าวถึงภาษาปากที่ใช้เขียน จึงหมายถึง
การเขียนที่ใช้สำนวนพูดกับบุคคลที่คุ้นเคย เช่น
1)
บทล้อ
คือบทเขียนที่พูดยั่วเย้าเล่นเฉพาะเป็นกลุ่มที่สนิทกัน
2)
นิทาน เรื่องสั้น บทละคร ข้อเขียนในนวนิยาย
3) บันทึกส่วนตัว
4)
จดหมายส่วนตัว ถึงเพื่อนที่สนิท
5)
เขียนรายงานข่าว สังคม กีฬา ธุรกิจ และบันเทิง
ภาษากึ่งแบบแผน
เป็นทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนในการเขียนที่ใช้ภาษากึ่งแบบแผน หมายถึง
การใช้ภาษาเขียนสำหรับบุคคลที่ไม่คุ้นเคยกันมาก่อนและเป็นพิธีรีตอง
1) บทความต่างๆ
ข่าวทั่วไป ในสื่อมวลชน
2) จดหมายธุรการ
เป็นจดหมายส่วนตัวที่ไม่คุ้นเคย
3)
ประกาศ เช่น ประกาศของห้างร้าน องค์การ ฯลฯ
6) บทละคร บทวิจารณ์
ภาษาแบบแผน
เป็นภาษาที่มีความมุ่งหมาย สำหรับเขียนเฉพาะเรื่อง เช่น เรียงความ
จดหมายราชการ เป็นต้น
ภาษาแบบแผนจึงเป็นภาษาที่ใช้เขียนมากกว่าพูด
ถ้าจะพูดเป็นการเขียนสำหรับพูดอย่างมีพิธีรีตอง เช่น สุนทรพจน์
โอวาท เป็นต้น อาจแบ่งเป็น 2
แบบดังนี้
เขียนเพื่อพูด
เช่น
1)
โอวาท ปาฐกถา สุนทรพจน์
2)
คำปราศรัย ของบุคคลสำคัญในโอกาสต่างๆ
3)
คำกล่าวที่เป็นพิธีการ เช่น ข้อเขียน กล่าวเปิด
ปิดการประชุม ฯลฯ เป็นต้น
4)
คำกล่าวแนะนำบุคคลสำคัญ ที่ไม่คุ้นเคยกัน ฯลฯ
5)
เอกสารประกอบการเขียน เช่น บทความที่นำมาอ้างอิง
เขียนเพื่อใช้อ่าน ดังนี้
1) บทความ
2)
วรรณกรรมประเภทสารคดี
3)
บทวิจารณ์
4) คำนำหนังสือ
5)
แบบเรียน
6)
หนังสือตำรา
7)
ข้อเขียนเกี่ยวกับวิชาการสาขาต่างๆ
8)
การรายงานทางราชการ
9)
ประกาศแจ้งความทางราชการ
10)
จดหมายราชการ
11)
หนังสืออ้างอิง เช่น พจนานุกรม สารานุกรม เป็นต้น
ความรู้เกี่ยวกับระดับของภาษานี้มีความสำคัญต่อการเขียนมาก
เพราะจะเป็นแนวทางให้ผู้เขียนเลือกใช้ระดับภาษาอย่างเหมาะสมกับบุคคล จุดมุ่งหมาย
สถานที่ เวลา สถานการณ์ และ
สิ่งแวดล้อม
การเลือกใช้ระดับภาษาอย่างเหมาะสมจะทำให้เกิดประสิทธิภาพต่อการสื่อสารทั้งด้านการพูดและการเขียน
7.
อวัยวะที่สำคัญในการเขียน
1) มือ
การพัฒนากล้ามเนื้อมือก็เป็นอีกส่วนสำคัญต่อการเขียนเพราะการเขียนต้องใช้มือเป็นประการสำคัญ
2) ตา
การเขียนจำเป็นต้องใช้ตาดูแบบตัวอักษรและใช้สายตาดูตัวอักษรที่เขียนว่าเหมือนหรือไม่
ดังนั้นสายตาจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญและจำเป็นต่อการเขียนเป็นอย่างยิ่ง
3)
ความสัมพันธ์ระหว่างตากับกล้ามเนื้อมือ
การเขียนต้องอาศัยสายตา เพื่อรับเข้าและใช้มือแสดงสิ่งที่มองเห็น
นอกจากนั้นตายังต้องมองสิ่งมือเขียนว่ามีขนาดถูกต้องหรือไม่
8.การเขียนจดหมาย
การเขียนจดหมายเป็นวิธีการที่คนนิยมใช้เพื่อสื่อสารแทนการพูด
ผู้รับสารและผู้ส่งสารอยู่ห่างไกลกันหรือมีความจำเป็นบางประการที่ทำให้ไม่พูดจากันได้
นอกจากนี้จดหมายยังใช้เป็นสื่อสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ไม่รู้จักกัน
และจดหมายใช้เป็นเอกสารสำคัญสำหรับอ้างเป็นหลักฐานได้อีกด้วย
9. ประเภทของจดหมาย
จดหมายส่วนตัว
เป็นจดหมายที่เขียนถึงกันในวงญาติสนิทมิตรสหาย หรือถึงครูอาจารย์เพื่อส่งข่าวคราว
ไตร่ถามทุกข์แสดงความรักและความระลึกที่มีต่อกันหรือเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ที่น่ารู้น่าสนใจให้ฟังตลอดขอความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
จดหมายกิจธุระ
เป็นจดหมายที่บุคคลเขียนติดต่อกับบุคคลอื่น หรือบริษัท ห้างร้าน
องค์การเพื่อแจ้งกิจธุระ
เป็นต้นว่า นัดหมาย ขอความช่วยเหลือ ขอสมัครงาน
และขอคำแนะนำเพื่อประโยชน์ในด้านการงานต่าง ๆ
จดหมายธุรกิจ
เป็นจดหมายที่เขียนติดต่อกันในเรื่องเกี่ยวกับพาณิชยกิจและการเงินในระหว่างบริษัท
ห้างร้าน และองค์การต่าง ๆ
จดหมายราชการ ทางราชการเรียกว่า หนังสือราชการ
เป็นจดหมายที่ติดต่อกันเป็นทางการจากส่วนราชการหนึ่งถึงส่วนราชการหนึ่ง
ข้อความในหนังสือนั้นถือว่าเป็นหลักฐานทางราชการและมีสภาพผูกมัดถาวรในราชการ
หนังสือราชการนี้จะต้องมีเลขที่หนังสือและลงทะเบียนรับ-ส่ง
ตามระเบียบสารบรรณ
10.
ย่อความ
การย่อความ
คือ
การเก็บเนื้อความหรือใจความสำคัญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างถูกต้องครบบริบูรณ์ตามตัวเรื่องแล้วนำมาเรียบเรียงใหม่เป็นข้อความสั้น
กะทัดรัด โดยไม่ให้ความหมายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
11. ประโยชน์ของการย่อความ
สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน บางครั้งเราใช้ประโยชน์ในส่วนนี้โดยไม่รู้ตัว
การย่อความนั้นมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลทุกฝ่าย ทุกอาชีพ ทุกวัย ดังนั้น
การย่อความ จึงมีประโยชน์ในการฝึกหัดอ่านในใจหรือฟังเพื่อเก็บข้อความสำคัญ
ตลอดจนการฝึกหัดในการใช้ภาษาการเขียนให้กระชับรู้จักแยกแยะใจความสำคัญที่เป็นแก่นของเรื่อง
คือจะกล่าวแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดเท่านั้น
12. วิธีย่อความ
1)
อ่านเรื่องที่ต้องการย่ออย่างละเอียด
ด้วยความเป็นกลางหลายๆ รอบ ว่าผู้เขียนต้องการเน้นหรือเสนอเรื่องอะไร
มีความสำคัญอะไรบ้าง
2)
อ่านพิจารณา
จับใจความสำคัญออกมาบันทึกด้วยภาษาที่รัดกุม
3)
นำใจความทั้งหมดมาเรียบเรียงใหม่
ให้เนื้อความสำคัญกันตามลำดับโดยใช้ประโยคสั้นๆ ความหมายชัดเจน
4)
ทบทวนข้อความเรียบเรียงอีกครั้ง
ดูความบกพร่องอย่างถี่ถ้วนว่า ความหมายของเรื่องตกไปหรือเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่
5)
บทความที่นำมาย่อ การชี้แจงที่มาของข้อความที่นำมาย่อ
นิยมใช้แบบขึ้นต้นย่อความดังนี้
ย่อความร้อยแก้วธรรมดา ขึ้นต้นดังนี้
-
ใครเป็นผู้แต่ง
-
จากหนังสืออะไร หน้าเท่าไร
-
มีความว่า
ย่อจดหมายขึ้นต้น ดังนี้
-
ย่อจดหมายของใคร ถึงใคร ลงเลขที่เท่าไร (ถ้าเป็นจดหมายราชการ)
- วัน เดือน ปี อะไร
-
มีความว่า
ถ้าเป็นจดหมายตอบรับ ขึ้นต้นดังนี้
-
ย่อจดหมายของใคร ถึงใคร ลงเลขที่เท่าไร (ถ้าเป็นจดหมายราชการ)
-
เรื่องอะไร
- วัน
เดือน ปี อะไร
-
ความฉบับแรกว่าอะไร
-
ใครตอบเมื่อไร
- มีความว่า
.
ย่อพระราชดำรัส
พระบรมราโชวาท โอวาท ปาฐกถา สุนทรพจน์ คำปราศรัย ขึ้นต้นดังนี้
- กล่าว
(แสดง,ให้,พระราชทาน
..ฯลฯ)
แก่ใคร
-
เรื่องอะไร (ถ้ามี)
-
เนื่องในงานอะไร(ถ้ามี)
- ณ ที่ใด
- เมื่อไร
-
ถ้าย่อจากหนังสือ ให้บอก วัน เดือน ปี ปีที่พิมพ์ และหน้า
- มีความว่า
ตัวอย่างแบบขึ้นต้นย่อความ
ย่อความร้อยแก้วธรรมดา
ย่อ
เรื่องพิการสากลกับลุงเสาร์คนถีบสามล้อเชียงใหม่
ของ นายอนุรักษ์ ปัญญานุวัตน์
จากหนังสือพิมพ์สยามรัฐ
ฉบับวันที่ 10 สิงหาคม 2524
หน้า 4 ความว่า
..
ย่อจดหมายของนายปฐม
วงศ์สังคีต ถึง นายวิโรจน์ รักดนตรี
เรื่องเชิญไปเป็นเกียรติในงานไหว้ครูดนตรีไทยและนาฏศิลป์ของชมรมดนตรีไทย
มหาวิทยาลัยรามคำแหง ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2524
ความว่า
นายวิโรจน์
รักดนตรี ตอบรับจดหมายของนายปฐม วงศ์สังคีต ลงวันที่ 12
สิงหาคม 2524 ความว่า
13. เรียงความ
การเรียงความ
เป็นการนำความคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ที่ผู้เขียนสนใจนำมาเรียบเรียงอย่างชัดเจนให้น่าสนใจโดยอาศัยข้อเท็จจริง
ประกอบความคิดเห็นของผู้เขียนให้ผู้อ่านได้เข้าใจตามที่ผู้เขียนต้องการ
ขั้นตอนการเตรียมการเขียนเรียงความ
1)
กำหนดหัวเรื่อง ผู้เขียนควรเลือกหัวข้อที่ตนสนใจและมีความรู้ในเรื่องนั้นมากที่สุด
2)
การเลือกหัวข้อไม่ควรเลือกเรื่องที่กว้างเกินไป
ควรกำหนดขอบเขตเนื้อเรื่องความมุ่งหมาย ในการเขียนให้เฉพาะเจาะจง
3)
การรวบรวมข้อมูลในการวางโครงเรื่อง
วิธีที่ดีที่สุดในการ รวบรวมข้อมูล คือการเขียนลงในกระดาษไว้ก่อน
เพื่อง่ายต่อการวางโครงเรื่องเพราะจะได้รู้ว่า ส่วนใดที่เกินความเป็นจริง
ส่วนใดที่ขาด ส่วนใดที่ควรแยกหรือรวมกัน การรวมรวบข้อมูลนี้คือ
-
บันทึกข้อมูลที่ได้มาจากแหล่งต่างๆ ไว้ในกระดาษเอาไว้ก่อนทั้งหมด
-
คัดเอาเฉพาะที่จำเป็น
และสอดคล้องกับหัวข้อเรื่องอย่างแท้จริงเท่านั้นแล้วจัดลำดับข้อมูลเหล่านั้นอย่างมีเหตุผล
อธิบายว่าทำไมจึงจัดเช่นนั้น
4)
การรวบรวมข้อมูลเพื่อเรียงความทางวิชาการ
เนื้อเรื่องทางวิชาการนั้นจะต้องเพ่งเล็งพิเศษในหัวข้อต่อไปนี้
2)
การบันทึกข้อมูลจากเอกสารและแหล่งความรู้อย่างมีระเบียบ
3)
การอ้างอิงในการเรียบเรียง เช่น การเขียนเชิงอรรถ การเขียนบรรณานุกรม เป็นต้น
4)
การเน้นเรื่องข้อเท็จจริง หลักฐานอ้างอิง ทฤษฎี และหลักการต่างๆ
5)
การใช้ศัพท์วิชาการ ใช้ประโยคสั้นกระชับเพื่อความกระจ่าง
ตลอดจนการใช้ภาษาแบบแผนและเขียนแบบอธิบายเป็นส่วนใหญ่
5)
ข้อคิดเกี่ยวกับผู้อ่านและมารยาทในการเขียน
หากเขียนด้วยลายมือจะต้องชัดเจนอ่านสะดวก หากเขียนไม่ชัดเจน
จะเป็นอุปสรรคต่อความเข้าใจสาร
ผู้เขียนจะต้องเข้าใจบุคคลแต่ละประเภทซึ่งจะเป็นผู้อ่านด้วย
14.
องค์ประกอบของเรียงความ
เรียงความมีองค์ประกอบ 3 ส่วนด้วยกัน คือ
1)
คำนำ (การเปิดเรื่อง)
2)
เนื้อเรื่อง หรือเนื้อความ
3)
บทลงท้าย (การปิดเรื่อง หรือ บทสรูป)
ขั้นตอนการเขียนเรียงความ
2)
เลือกแบบการเขียน หรือโวหารการเขียนให้สอดคล้องกับความมุ่งหมายสำคัญ
3)
หารายละเอียดประกอบ และขยายความประเด็นต่างๆ ของโครงเรื่อง
4)
กำหนดภาคคำนำ ภาคเนื้อเรื่อง และภาคสรุป
ภาคคำนำควร
มีลักษณะดังต่อไปนี้
2)
แนะหรือบอกความมุ่งหมายหรือแนวของเรื่อง
3)
ไม่ตั้งต้นไกลเกินไป และมีแนวนำเข้าสู่เรื่อง
4)
ไม่ยาวเกินไป
ภาคเนื้อเรื่อง
เป็นภาคสำคัญประกอบด้วย
1)
ข้อมูลในโครงเรื่อง ซึ่งเรียงตามลำดับเวลา ตามพื้นที่ ตามเหตุผล
หรือตามความสำคัญ
2)
ประกอบด้วยย่อหน้าแต่ละย่อหน้า ที่สื่อความคิดอย่างมีประสิทธิผล
เหมาะสมตามความสำคัญของเนื้อเรื่อง
3)
มีความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละประโยค แต่ละย่อหน้า
4)
มีรายละเอียดที่ชัดเจน ขยายความ ประกอบความ
และสนับสนุนข้อมูลสำคัญให้ชัดเจนเหมาะสมสอดคล้องกัน
ภาคจบหรือภาคสรุป การจบมักใช้ 2
วิธี คือ
1) จบด้วย
การย่อ คือนำเอาใจความสำคัญ ที่เป็นสาระอย่างแท้จริงมากล่าวในตอนท้าย
ให้ผู้อ่านประทับใจเป็นการทบทวนอีกครั้ง
2)
จบด้วยการสรุปให้ตรงความมุ่งหมายสำคัญของเรื่อง ใช้วิธี สรุปความ เป็นประโยคบอกเล่า
หรือประโยคคำถาม เป็นภาษิต หรือเป็นคำประพันธ์ที่สอดคล้องกับเนื้อเรื่องก็ได้
ภาคจบนี้ควรแยกเป็นย่อหน้าหนึ่ง และต้องสรุปความหมายสำคัญเอาไว้ในหน้านี้
15. การจดบันทึก
วิธีจดบันทึกรายการการประชุม ทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับการประชุมและองค์ประกอบของ
การประชุมผู้บันทึกมักจะเป็นบุคคลเดียวกับ เลขานุการหรือผู้ช่วยเลขานุการ
จะต้องไหวพริบและปฏิภาณในการบันทึก เพราะอาจจะมีการอภิปราย
หรือกรรมการบางคนอาจพูดวกวน ยืดยาวผู้
จดบันทึกจึงต้องตัดสินใจว่าควรบันทึกตอนไหนอย่างไร โดยทั่วไปบันทึกกันอยู่
3 วิธี คือ
1)
บันทึกอย่างละเอียด คือ
บันทึกทุกคำพูดของผู้เข้าประชุมพร้อมมติของที่ประชุม
2)
บันทึกย่อ จดเฉพาะประเด็นที่สำคัญของผู้เข้าประชุม
พร้อมมติของที่ประชุม
3)
บันทึกแต่มติของที่ประชุม
คือบันทึกเฉพาะเหตุผลกับมติของที่ประชุม พร้อมทั้งข้อตกลงและคำสั่ง
ข้อควรระวังในการเขียนบันทึก
1)
ความถูกต้อง ข้อความรู้และแหล่งที่มาของความรู้
ต้องถูกต้องทั้งเนื้อหาและปลีกย่อยเช่น ตัวเลข ตัวสะกด การันต์ เป็นต้น
2) ความชัดเจน
นอกจากหมายถึงการเขียนและการพิมพ์ที่ชัดเจนอ่านง่ายไม่เลอะเลือนหรือเขียนหวัดจนอ่านได้อยาก
ข้อสำคัญของความชัดเจนคือ การเลือกใช้คำเหมาะสมไม่กำกวม
ตัวอย่างแบบบันทึกการประชุม
-
ครั้งที่ลงประชุม
- ลงวันที่
เดือน พ.ศ. ที่ประชุม
- ณ
ลงชื่อสถานที่การประชุม
-
ผู้ไม่มาประชุม หรือผู้ลาประชุมลงรายชื่อหรือจำนวนผู้ที่ไม่มาประชุม
-
เริ่มประชุมเวลา
ลงเวลาที่เริ่มประชุม
- (ข้อความ)
เริ่มด้วยประธานเปิดประชุม
-
อ่านประชุมครั้งก่อน (ถ้ามี)ให้ที่ประชุมรับรองหรือแก้ไข
-เรื่องที่ประชุม
ถ้าหากถ้าหากหลายเรื่องให้แยกเรื่อง, 1,2,3
ต่อไปตามลำดับและ
จดมติของที่ประชุมไว้ทุกเรื่อง
-
เลิกประชุมเวลา
ลงเวลาเลิกประชุม
-
ผู้จัดบันทึกการประชุม
..ลงชื่อผู้จดบันทึก
16. หนังสือภายใน
คือหนังสือที่ติดต่อราชการ ที่เป็นพิธีการ น้อยกว่าหนังสือภายนอก
ซึ่งเป็นหนังสือติดต่อกระทรวงทบวงกรมหรือจังหวัดเดียวกัน
ใช้กระดาษบันทึกข้อความและให้จัดทำตามแบบหนังสือท้ายหัวข้อนี้โดยกรอกรายละเอียดดังนี้
1)
ส่วนราชการ ให้ลงชื่อส่วนราชการเจ้าของเรื่อง
หรือหน่วยที่ออกหนังสือโดยมีรายละเอียดพอสมควร
โดยปกติถ้าส่วนราชการที่ออกหนังสืออยู่ในระดับกรมขึ้นไปให้ลงชื่อส่วนราชการเจ้าของเรื่องทั้งระดับกรมและกอง
ถ้าส่วนราชการที่ออกหนังสืออยู่ในระดับต่ำกว่ากรมลงมาให้ลงชื่อส่วนราชการของเรื่องเพียงระดับกอง
หรือส่วนราชการเจ้าของเรื่องพร้อมทั้งหมายเลขโทรศัพท์ (ถ้ามี)
2) ที่
ให้ลงรหัสตัวพยัญชนะและเลขประจำของเจ้าของเรื่อง
ทับเลขทะเบียนหนังสือส่ง
สำหรับหนังสือของคณะกรรมการให้กำหนดรหัสพยัญชนะเพิ่มขึ้นได้ตามความจำเป็น
3)
วันที่ ให้ลงตัวเลขของวันที่ ชื่อเต็มของเดือน
และตัวเลขของปีพุทธศักราชที่ออกหนังสือ
4)
เรื่อง
ให้ลงเรื่องย่อที่เป็นใจความสั้นที่สุดของหนังสือฉบับนั้น
ในกรณีที่เป็นหนังสือต่อเนื่องโดยปกติให้ลงเรื่องหนังสือฉบับเดิม
5)
คำขึ้นต้น ให้ใช้คำขึ้นต้นตามฐานะของผู้รับหนังสือ
แล้วลงตำแหน่งของผู้ที่ออกหนังสือนั้นมีถึงหรือชื่อบุคคลในกรณีที่มีตัวบุคคลไม่เกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่
6)
ข้อความ
ให้ลงสาระสำคัญของเรื่องให้ชัดเจนและเข้าใจง่ายหากมีความประสงค์หลายประการให้แยกเป็นข้อๆ
ในกรณีที่มีการอ้างถึงหนังสือที่เคยติดต่อกันหรือมีสิ่งที่ส่งมาด้วยให้ระบุไว้ในข้อนี้
7)
ลงชื่อตำแหน่ง ให้ปฏิบัติตามระเบียบงานสารบรรณ
โดยอนุโลมในกรณีที่กระทรวงทบวงกรมหรือจังหวัดใดประสงค์จะกำหนดแบบการเขียนโดยเฉพาะ
เพื่อใช้ตามความเหมาะสมก็ให้กระทำได้
17. หนังสือภายนอก
หนังสือภายนอกคือหนังสือติดต่อราชการที่เป็นแบบพิธีการโดยใช้กระดาษตราครุฑเป็นหนังสือติดต่อระหว่างส่วนราชการหรือส่วนราชการมีถึงหน่วยงานอื่นใด
ซึ่งมิใช่ส่วนราชการ
หรือที่มีบุคคลภายนอก
ให้จัดทำแบบหนังสือท้ายหัวข้อนี้ โดยกรอกรายละเอียดดังนี้
1) ที่
ให้ลงรหัสด้วยพยัญชนะและเลขประจำของเจ้าของเรื่อง
ทับเลขทะเบียนหนังสือส่ง
สำหรับหนังสือของคณะกรรมการให้กำหนดรหัสตัวพยัญชนะเพิ่มขึ้นได้ตามความจำเป็น
เลขประจำส่วนราชการเจ้าของเรื่อง ประกอบด้วยเลข
4 ตัว เลขสี่ตัวนี้แบ่งเป็นตัวเลขสองตัวแรก และตัวเลขสองตัวหลัง
ตัวเลขสองตัวแรก หมายถึง ส่วนราชการระดับกรม
โดยเริ่มจากตัวเลข 01 เรียงไปตามลำดับส่วนราชการตามกฏหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม
ตัวเลขสองตัวหลัง หมายถึง กองโดยเริ่มจากตัวเลข
01 เรียงไปตามลำดับส่วน
ราชการตามกฎหมายว่าด้วยการแบ่งส่วนราชการ
ใช้เครื่องหมาย / แทนคำว่า ทับ
เพื่อแยกเลขประจำของเจ้าของเรื่อง มิปะปนกับเลขทะเบียนหนังสือส่ง
(ขึ้นลำดับใหม่ทุกต้นปีพุทธศักราช)
ตัวอย่างเช่น ทม. 0904/125
รหัสตัวพยัญชนะ ทม. หมายถึง ทบวงมหาวิทยาลัย
ตัวเลขสองตัวแรก 09
หมายถึงมหาวิทยาลัยรามคำแหงซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากับกรมในกระทรวงนั้นๆ
ตัวเลขสองตัวหลัง 04
หมายถึงคณะมนุษย์ศาสตร์ซึ่งเป็นหน่วยงานลำดับที่สี่ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง เลข
125 เป็นลำดับเลขทะเบียนหนังสือส่งของคณะมนุษย์ศาสตร์
มหาวิทยาลัยรามคำแหง
2)
ส่วนราชการเจ้าของหนังสือ ให้ลงราชการ
สถานที่ราชการหรือคณะกรรมการซึ่งเป็นเจ้าของหนังสือนั้น
และโดยปกติให้ลงที่ตั้งไว้ด้วย
ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยรามคำแหง
หัวหมาก บางกะปิ กทม. 10240
3) วัน
เดือน ปี ให้ลงตัวเลขของวันที่ ชื่อเต็มของเดือน
และตัวเลขของปีพุทธศักราชที่ออกหนังสือ (คำว่า วันที่
และ พ.ศ. ไม่ต้องใช้ )
ตัวอย่างเช่น 15 พฤศจิกายน 2528
เป็นต้น
4)
เรื่อง
ให้ลงเรื่องย่อที่เป็นใจความสั้นที่สุดของหนังสือฉบับนั้นในกรณีที่เป็นหนังสือต่อเนื่องโดยปกติให้เรื่องหนังสือฉบับเดิม
ตัวอย่างเช่น เรื่อง ขอเชิญร่วมสัมมนาทางวิชาการเรื่อง
5)
คำขึ้นต้น ให้ใช้ตามฐานะของผู้รับหนังสือ
แล้วลงตำแหน่งของผู้ที่มีหนังสือนั้น
มีถึงหรือชื่อบุคคลในกรณีที่มีตัวบุคคลไม่เกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่
ตัวอย่างเช่น
กราบเรียน ประธานสภาผู้แทนราษฎร
เรียน นาย (นาง,
นางสาว)
..ชื่อ
เป็นต้น
6)
อ้างถึง (ถ้ามี)
ให้อ้างถึงหนังสือที่เคยติดต่อกันเฉพาะหนังสือที่ส่วนราชการ
ผู้รับหนังสือได้รับมาก่อนแล้ว จะส่วนราชการใดก็ตาม
โดยให้ลงชื่อส่วนราชการเจ้าของหนังสือและเลขที่หนังสือ วันที่ เดือน ปีพุทธศักราช
ของหนังสือนั้น
การอ้าง
ให้อ้างถึงหนังสือฉบับสุดท้ายที่ติดต่อกันเพียงฉบับเดียว
เว้นแต่มีเรื่องอื่นที่เป็นสาระสำคัญต้องนำพิจารณา จึงอ้างถึงหนังสือฉบับอื่นๆ
ที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นโดยเฉพาะให้ทราบด้วย
7)
สิ่งที่ส่งมาด้วย (ถ้ามี)
ให้ลงชื่อของเอกสาร หรือบรรณสารที่ส่งไปพร้อมกับหนังสือนั้น
ในกรณีที่ไม่สามารถส่งไปในซองเดียวกันได้ให้แจ้งด้วยว่าส่งไปในทางใด
ในข้อ
6 และ 7
ถ้าไม่มีสิ่งที่อ้างถึงและไม่มีสิ่งที่ส่งมาด้วย
ก็ไม่ต้องพิมพ์อ้างถึงและสิ่งที่ส่งมาด้วยไว้ ตัวอย่าง
ข้อ 6 และ 7
อ้างถึง
หนังสือวิทยาลัยสงฆ์นครพนม ที่ศธ.1713/ว.139
ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2544
สิ่งที่ส่งมาด้วย
สำเนาตรวจสอบวุฒิการศึกษา จำนวน 1 ชุด
8)
ข้อความ ให้ลงสาระสำคัญของเรื่องให้ชัดเจนและเข้าใจง่าย
หากมีความประสงค์หลายประการให้แยกเป็นข้อๆ
9)
คำลงท้าย ให้ใช้คำลงท้ายตามฐานะของผู้รับหนังสือ
ตัวอย่าง ขอแสดงความนับถือ (ขอให้ไปดูรายละเอียดในหนังสืองานสารบรรณ)
10) ลงชื่อ
ให้ลงลายมือเจ้าของหนังสือและให้พิมพ์ชื่อเต็มของเจ้าของลายมือไว้ใต้ลายมือชื่อหัวหน้าส่วนราชการ
ลงชื่อในหนังสือเฉพาะหนังสือที่อยู่ในหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งนั้นและหนังสือดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์กับส่วนราชการระดับกรมหรือจังหวัด
การลงชื่อแทน
ผู้ลงชื่อแทนจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายหรือมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่แทน
รักษาราชการแทน รักษาการแทน ปฏิบัติราชการแทน รักษาการในตำแหน่ง
หรือทำการแทนตามที่กฎหมายกำหนด
ในกรณีที่มีการลงชื่อแทน ให้ใช้คำว่า ปฏิบัติหน้าที่แทน
,รักษาราชการแทน รักษาการแทน ปฏิบัติราชการแทน
รักษาการในตำแหน่ง หรือทำการแทน แล้วแต่กรณีตามที่กฎหมายกำหนด
ในกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดให้ใช้คำว่า แทน
แล้วให้ลงตำแหน่งของเจ้าของหนังสือต่อท้ายคำ
ดังกล่าว
หมายเหตุ
การพิมพ์เต็มของเจ้าของรายมือชื่อ ให้ใช้คำว่า นาย นาง นางสาว
นำชื่อเต็มใต้ลายมือชื่อ เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้
1)
ในกรณีที่เจ้าของลายมือชื่อเป็นสตรีทั่วไปซึ่งมีสามีที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นทุติยจุลจอมเกล้า
ตติยจุลจอมเกล้า และจตุตถจุลจอมเกล้า ให้ใช้คำนำหน้าชื่อว่าท่านผู้หญิง หรือ
คุณหญิง แล้วแต่กรณีใต้ลายมือชื่อ
2)
ในกรณีที่เจ้าของลายมือชื่อมีบรรดาศักดิ์ ฐานันดรศักดิ์
ให้พิมพ์คำเต็มของบรรดาศักดิ์หรือฐานันดรศักดิ์ ไว้ใต้ลายมือชื่อ
3)
ในกรณีที่เจ้าของลายมือชื่อมียศที่ต้องใช้ประโยชน์ประกอบชื่อ
ให้พิมพ์คำเต็มของยศไว้หน้าลายมือชื่อ และพิมพ์ชื่อเต็มไว้ใต้ลายมือชื่อ
11)
ตำแหน่ง ให้ลงตำแหน่งของเจ้าของหนังสือ (ถ้าผู้ลงชื่อมิใช่เจ้าของหนังสือโดยตรงให้ลงตำแหน่งของผู้ลงชื่อ)
12)
ส่วนราชการเจ้าของเรื่อง
ให้ลงชื่อส่วนราชการของเรื่องหรือหน่วยงานที่ออกหนังสือ
ถ้าส่วนราชการที่ออกหนังสืออยู่ระดับกระทรวงหรือทบวง
ให้ลงชื่อส่วนราชการของเรื่องทั้งระดับกรมและกอง
ถ้าส่วนราชการอยู่ในระดับกรมลงมาให้ลงส่วนราชการเจ้าของเรื่องเพียงระดับกองหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ
13) โทร
ให้ลงหมายเลขโทรศัพท์ส่วนราชการเจ้าของเรื่องหรือหน่วยงานที่ออกหนังสือและหมายเลขภายในตู้สาขา
(ถ้ามี) ไว้ด้วย
14)
สำเนาส่ง (ถ้ามี)
ในกรณีท่านผู้ส่งจัดสำเนาส่งไปให้ส่วนราชการหรือบุคคลอื่นทราบและประสงค์จะให้ผู้รับทราบว่าได้มีสำเนาส่งไปให้ผู้ใดแล้ว
ให้พิมพ์ชื่อเต็ม ชื่อย่อของส่วนราชการ หรือชื่อ บุคคลที่ส่งสำเนาไปให้
เพื่อให้เป็นที่เข้าใจระหว่างผู้ส่งและผู้รับ ถ้าหากมีรายชื่อที่ส่งมา ให้พิมพ์ว่า
ส่งไปตามรายชื่อที่แนบหรือแนบรายชื่อไปด้วย
18. การใช้สำนวนโวหาร
ขั้นตอนในการเตรียมตัวเขียน นอกจากจะต้องเตรียมข้อมูลจัดทำโครงเรื่องแล้ว
ควรเลือกใช้สำนวนโวหารให้เหมาะกับเนื้อความที่จะเขียน สำนวนโวหารในภาษาไทย
แบ่งออกเป็น 5 คือ
1)
บรรยายโวหาร
2)
พรรณนาโวหาร
3)
เทศนาโวหาร
4)
สาธกโวหาร
5)
อุปมาโวหาร
1.
บรรยายโวหาร
บรรยายโวหาร คือ โวหารที่ใช้เล่าเรื่อง หรืออธิบายเรื่องราวต่าง ๆ
ตามลำดับเหตุการณ์ การเขียนบรรยายโวหาร จะมุ่งความชัดเจน เขียนตรงไปตรงมา
รวบรัด กล่าวถึงแต่สาระสำคัญไม่จำเป็นต้องมีพลความ หรือความปลีกย่อยเสริม
ในการเขียนทั่ว ๆ ไปมักใช้บรรยายโวหาร
เพราะเหมาะในการติดต่อสื่อสารเนื่องจากสำนวนประเภทนี้มุ่งสาระ เขียนอย่างสั้น ๆ
ได้ความ
ชัดเจน
งานเขียนที่ควรใช้บรรยายโวหาร ได้แก่ การเขียนอธิบายประเภทต่าง ๆ เช่น
เขียนรายงาน
วิทยานิพนธ์ ตำรา
บทความ การเขียนเพื่อเล่าเรื่อง เช่น บันทึก จดหมายเหตุ
การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นประเภทบทความเชิงวิจารณ์ ข่าว เป็นต้น
หลักการเขียนบรรยายโวหาร
1)
เรื่องที่เขียนต้องเป็นเรื่องจริง
ผู้เขียนควรมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่จะเขียนเป็นอย่างดี
โดยอาจรู้มาจากประสบการณ์ หรือการค้นคว้าก็ได้
2)
เลือกเขียนเฉพาะสาระสำคัญ
ไม่เน้นรายละเอียด แต่เขียนตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม
3)
ใช้ภาษาให้เข้าใจง่าย
หากต้องการจะกล่าวให้ชัดอาจใช้อุปมาโวหารและสาธกโวหารเข้าช่วยได้บ้าง
แต่ต้องไม่มากจนส่วนที่เป็นสาระสำคัญกลายเป็นส่วนด้อยไป
4)
เรียบเรียงความคิดให้ต่อเนื่อง
และสัมพันธ์กัน
2.
พรรณนาโวหาร
สำนวนพรรณนาหรือพรรณนาโวหาร มีจุดมุ่งหมายในการเขียนต่างจากบรรยายโวหาร คือ
มุ่งให้ความแจ่มแจ้ง
ละเอียดลออ เพื่อให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ซาบซึ้งเพลิดเพลินไปกับข้อความนั้นการเขียนพรรณาโวหารจึงยาวกว่าบรรยายโวหารมาก
แต่มิใช่การเขียนอย่างเยิ่นเย้อ เพราะพรรณนา-โวหาร
ต้องมุ่งให้ภาพ และอารมณ์ ดังนั้น จึงมักใช้การเล่นคำ เล่นเสียง ใช้ภาพพจน์
แม้เนื้อความที่เขียนจะน้อยแต่เต็มด้วยสำนวนโวหารที่ไพเราะ อ่านได้รสชาติ
หลักการเขียนพรรณนาโวหาร
1)
ต้องใช้คำดี หมายถึง
การเลือกสรรถ้อยคำ เพื่อให้สื่อความหมาย สื่อภาพ
สื่ออารมณ์เหมาะสมกับเนื้อเรื่องที่ต้องการบรรยาย ควรเลือกคำที่ให้ความหมายชัดเจน
ทั้งอาจต้องเลือกให้เสียงคำสัมผัสกันเพื่อเกิดเสียงเสนาะอย่างสัมผัสสระ
สัมผัสอักษร ในงานร้อยกรอง
2)
ต้องมีใจความดี แม้จะพรรณนายืดยาว
แต่ใจความต้องมุ่งให้เกิดภาพ และอารมณ์ความรู้สึกสอดคล้องกับเนื้อหาที่กำลังพรรณนา
3)
อาจต้องใช้อุปมาโวหาร คือ
การเปรียบเทียบเพื่อให้ได้ภาพชัดเจน และมักใช้ศิลปะการใช้คำที่เรียกว่า
ภาพพจน์ประเภทต่าง ๆ ทั้งนี้เป็นวิธีการที่จะทำให้พรรณนาโวหารเด่น ทั้งการใช้คำ
และการใช้ภาพที่แจ่มแจ้ง อ่านแล้วเกิดจินตนาการและความรู้สึกคล้อยตาม
4)
ในบางกรณีอาจต้องใช้สาธกโวหารประกอบด้วย
คือ การยกตัวอย่างเพื่อให้เกิดความแจ่มแจ้ง โดยยกตัวอย่างสิ่งที่ละม้ายคล้ายคลึงกัน
เพื่อให้เกิดภาพและอารมณ์เด่นชัด
พรรณนาโวหารมักใช้กับการชมความงามอื่น ๆ เช่น ชมสถานที่ สรรเสริญบุคคล
หรือใช้พรรณนาอารมณ์ ความรู้สึก เช่น รัก เกลียด โกธร แค้น เศร้าสลด เป็นต้น
3. เทศนาโวหาร
เทศนาโวหาร
หมายถึง โวหารที่มีจุดหมายแสดงความแจ่มแจ้งเพื่อให้ผู้อ่านคล้อยตามหรืออาจกล่าวได้ว่ามุ่งชักจูงให้ผู้อ่าน
คิดเห็นหรือคล้อยตามความคิดเห็นของผู้เขียนเทศนาโวหาร
จึงยากกว่าโวหารที่กล่าวมาแล้วทั้ง 2 โวหาร
เพราะต้องใช้กลวิธีในการชักจูงใจ
หลักการเขียนเทศนาโวหาร
การเขียนเทศนาโวหารต้องใช้โวหารประเภทต่าง ๆ มาประกอบ กล่าวคือ
ทั้งใช้บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร รวมทั้งอุปมาโวหาร และสาธกโวหารด้วย
ทั้งนี้เพื่อให้ใจความชัดเจน
แจ่มแจ้ง
มีทั้งความหลักและความรองเป็นที่เข้าใจจนเกิดความรู้สึกนึกคิดคล้อยตามผู้เขียนไปได้หากเป็นการแสดงความคิดเห็นควรอธิบายทั้งด้านที่เป็นประโยชน์และโทษ
หรือแสดงเหตุและผล
การเขียนเทศนาโวหาร ผู้เขียนต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่เขียนเป็นอย่างดี
สามารถอธิบายอย่างชัดเจน ทั้งควรพรรณนาให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
ต้องรู้จักใช้เหตุผล และหลักฐานสนับสนุนความคิดเห็นที่ตนเสนอด้วย
การลำดับความให้สัมพันธ์กันอย่างมีเหตุผลจึงเป็นหลักสำคัญอีกประการหนึ่งในการเขียนเทศนาโวหาร
โดยทั่วไปมักเข้าใจกันว่า เทศนาโวหาร แปลว่า โวหารที่มุ่งสั่งสอน
โดยตีความคำว่าเทศนา ว่าสั่งสอน
ความจริงเทศนาในที่นี้ หมายถึง แสดง กล่าวคือ แสดงอย่างแจ่มแจ้งเพื่อให้เห็นคล้อยตาม
รูปแบบงานเขียนที่ควรใช้เทศนาโวหารคือ งานเขียนประเภทบทความชักจูงใจ
หรือบทความแสดงความคิดเห็น ความเรียง เป็นต้น
4.สาธกโวหาร
สาธกโวหาร คือ
โวหารที่มุ่งให้ความชัดเจน โดยการยกตัวอย่างเพื่ออธิบายให้แจ่มแจ้งหรือสนับสนุนความคิดเห็นที่เสนอให้หนักแน่น
น่าเชื่อถือ
สาธกโวหารเป็นโวหารเสริม บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร และเทศนาโวหาร เช่น
การเลือกยกตัวอย่างมีหลักที่ควรเลือกให้เข้ากับเนื้อความ อาจยกตัวอย่างสั้น ๆ
ในบรรยายโวหารหรืออาจยกตัวอย่างที่มีรายละเอียดประกอบในพรรณนาโวหาร และเทศนาโวหาร
เป็นต้น
ในการเขียนข้อเขียนต่าง ๆ
นิสิตควรรู้จักเลือกใช้โวหารให้เหมาะกับจุดมุ่งหมายในการเขียนและเนื้อหา
ในบางโอกาสอาจต้องใช้โวหารหลายชนิดในงานเขียนชิ้นหนึ่งก็ได้
หลักสำคัญอยู่ที่ว่าต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับโอกาส
จุดมุ่งหมายและเขียนได้อย่างถูกต้องตามลักษณะโวหารนั้น ๆ
5.อุปมาโวหาร
อุปมาโวหาร
หมายถึง โวหารเปรียบเทียบ โดยกตัวอย่าง
สิ่งที่คล้ายคลึงกันมาเปรียบเพื่อให้เกิดความชัดเจนด้านความหมาย ด้านภาพ
และเกิดอารมณ์ ความรู้สึกมากยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่า
อุปมาโวหาร คือ
ภาพพจน์ประเภทอุปมานั่นเอง อุปมาโวหารใช้เป็นโวหารเสริม บรรยายโวหาร
พรรณนาโวหาร และเทศนาโวหาร เพื่อให้ชัดเจนน่าอ่าน โดยอาจเปรียบเทียบอย่างสั้น ๆ
หรือเปรียบเทียบอย่างละเอียดก็ได้
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุปมาโวหารนั้นจะนำไปเสริมโวหารประเภทใด
19.
คำลงท้ายในการเขียนจดหมายในระดับต่างๆ
โดยปกติแล้วผู้รู้มักจะแนะนำให้ผู้ฝึกเขียนใหม่ๆ
เขียนความลงท้ายหลังจากที่เขียนโครงเรื่องเสร็จแล้ว
ด้วยเหตุผลว่าคำลงท้ายทำหน้าที่ย้ำความสำคัญของโครงเรื่องที่นำเสนอต่อผู้อ่านไปแล้ว
รวมทั้งทำให้ผู้อ่านจดจำสาระสำคัญที่มีอยู่ในโครงเรื่องได้โดยง่าย
นอกจากนี้คำลงท้ายยังทำหน้าที่สนองจุดประสงค์ให้ผู้เขียนให้ผู้อ่านเข้าใจแจ่มชัด
วิธีเขียนคำลงท้ายเพื่อให้บรรลุผลตามที่กล่าวมานี้อาจทำได้หลายวิธี อาทิ
2)
หยิบยกส่วนสำคัญที่สุดในตัวเรื่องมากล่าวย้ำในกรณีที่ต้องการในส่วนนั้นสะกิดใจ
ผู้อ่าน
4)
ฝากข้อคิดแก่ผู้อ่านเพื่อให้นำไปตรึกตรองต่อไป หรือให้นำไปปฏิบัติเมื่อมีโอกาส
5)
ทิ้งให้ผู้อ่านใคร่ครวญ โดยไม่จำเป็นต้องเสนอข้อยุติ
20.ข้อเสนอแนะในการเขียน
ทักษะในการเขียนภาษาใดก็ตาม จะดำเนินเกี่ยวเนื่องกันไป 4
ประการคือ ทักษะในการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน
ทักษะในการเขียนเป็นทักษะที่ยากที่สุดเพราะการเขียนเป็นวิธีถ่ายทอดความคิดหรือเป็นการแสดงออกเพื่อการสื่อสารโดยใช้ภาษาตัวอักษรเป็นอารมณ์ต่างๆ
ของผู้เขียนไปสู่ผู้อ่าน
ถ้าเขียนให้คนอ่านเข้าใจได้ตรงกับความต้องการของผู้เขียนแสดงว่าผู้เขียนมีความสามารถในการสื่อสาร
การเขียนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่นักศึกษาจะต้องเอาใจใส่ติดตามทั้งภาคทฤษฏีและฝึกหัดตนเองให้มากที่สุด
ผู้ที่บรรลุจุดมุ่งหมายในการเขียนจึงต้องมี วิจารญาณและพิถีถันในการเลือกใช้โวหาร
ให้เหมาะกับเนื้อเรื่องในแต่ละตอน
|