บทที่  5

 

การพูด

 

1. ความหมายของการพูด

 

          การพูดเป็นพฤติกรรมการสื่อสารที่ใช้กันแพร่หลายทั่วไป  ผู้พูดสามารถใช้ทั้งวจนะภาษา

และอวัจนะภาษาในการส่งสารติดต่อไปยังผู้ฟังได้ชัดเจนและรวดเร็ว

                   การพูด   หมายถึง   การสื่อความหมายของมนุษย์โดยการใช้เสียง  และกิริยาท่าทางเป็นเครื่องถ่ายทอดความรู้ความคิด  และความรู้สึกจากผู้พูดไปสู่ผู้ฟัง

                  พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน (2513 :135) ได้แยกความหมาย “การพูด” ออกเป็น  คำ  คือ “การ”  หมายถึง  กิจ, งาน, ธุระ, หน้าที่   ส่วนคำว่า “พูด”  หมายถึง  กล่าว  

                  รวมคำทั้งสองเข้าด้วยกันเป็น  “การพูด”  หมายถึง  กิจพูดหรือกิจกล่าว, งานพูดหรืองานกล่าว, ธุระพูด  หรือธุระกล่าว, หน้าที่พูดหรือหน้าที่กล่าว  เป็นต้น

                   วาทการ    เป็นคำศัพท์หนึ่ง   ซึ่งทางวิชาการนิยมใช้แทน  การพูด   พจนานุกรมราช-บัณฑิตยสถาน (2513:831) ได้ให้ความหมายของคำว่า  “วาท”  หมายถึง  คำพูด  ถ้อยคำ,ลัทธิ  

                  รวมกันเข้าเป็นวาทการ “วาทการ” หมายถึง  กิจพูดหรือกิจเกี่ยวกับถ้อยคำ งานพูดหรืองานเกี่ยวกับถ้อยคำ

ในการสื่อสาร  การพูด   หมายถึง  การใช้ถ้อยคำ  น้ำเสียง  รวมทั้งกิริยาอาการถ่ายทอดความรู้ความคิด  และความรู้สึกของผู้พูดให้ผู้ฟังได้รับรู้และเกิดการตอบสนอง  ในการติดต่อสื่อสารด้วยการพูด  ผู้พูดจะต้องระลึกว่าไม่เพียงแต่พูดเท่านั้นจะต้องรู้จักพูดให้ดีด้วย  ดังนั้นการพูดที่ดีมีความหมายดังนี้

การพูดที่ดี  คือ  การใช้ถ้อยคำ  น้ำเสียงรวมทั้งกิริยาอาการอย่างมีประสิทธิภาพ  และถูกต้องตามจรรยามารยาทและประเพณีนิยมของสังคม  เพื่อถ่ายทอดความคิด  ความรู้  ความรู้สึกและความต้องการ  ที่เป็นประโยชน์  ให้ผู้ฟังได้รับรู้และเกิดการตอบสนอง  สัมฤทธิ์ผลตามจุดมุ่งหมายของผู้พูด

            มีนักการศึกษาหลายคนให้ความหมายของการพูดไว้พอจะสรุปได้  ดังนี้

     การพูด   คือกระบวนการสื่อสารความคิดจากคนหนึ่ง  ไปยังอีกคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง  โดยมีภาษา  น้ำเสียง  และอากัปกิริยาเป็นสื่อ 

     การพูด   คือ  การแสดงออกถึงอารมณ์และความรู้สึกโดยใช้ภาษาและเสียง

สื่อความหมาย

              การพูด   เป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีอานุภาพมากที่สุดในโลก

              การพูด   เป็นสัญลักษณ์แห่งความเข้าใจระหว่างมนุษย์กับมนุษย์

 

2. ความสำคัญของการพูด

 

            การพูดเป็นปัจจัยสำคัญของกระบวนการสื่อสารของมนุษย์มาแต่สมัยโบราณ   คนสมัยเก่าใช้วิธีพูดด้วยการบอกเล่าต่อๆ กันเพื่อประโยชน์ต่อการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ลูกๆ หลานๆ หรือผู้ที่มีความ เกี่ยวข้องกับตนสืบเนื่องกันมาไม่ขาดสาย   ปัจจุบันการพูดก็ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น  ทั้งนี้เพราะโลกได้มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว  เกิดมีนวัตกรรมทางการศึกษา   ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้แก่ วิทยุกระจายเสียง  วิทยุโทรทัศน์  ภาพยนตร์  แถบบันทึกเสียงและภาพ  สื่ออิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้แพร่หลายอยู่ทั่วประเทศ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ  วิทยุกระจายเสียง  และวิทยุโทรทัศน์มีส่วนช่วยให้การสื่อสารทางการพูดให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ฟัง  ทั้งในด้านการศึกษา  และการเรียนรู้ทุกชนิดได้อย่างรวดเร็ว

            อิทธิพลของคำพูดสามารถทำให้ผู้พูดประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ มาแล้วจำนวนมากโดยเฉพาะอาชีพด้านการพูด  เช่น ครูอาจารย์  พระสงฆ์  นักการเมือง  นักประชาสัมพันธ์ ฯลฯ

            การพูดดีย่อมถือว่าเป็นคุณสมบัติเด่นที่จะสร้างศรัทธา  ความเลื่อมใสให้เกิดแก่ผู้ฟัง  ในทางพระพุทธศาสนายกย่องการพูดดีว่า วจีสุจริต  หรือ มธุรสวาจา เพราะเป็นการพูดในทางสร้างสรรค์  เป็นการพูดของคนฉลาด  สามารถให้เกิดประโยชน์แก่ผู้พูดและผู้ฟัง  ดังสุนทรภู่จินตกวีเอกของไทยได้ประพันธ์กล่าวถึงความสำคัญของการพูดไว้ในสุภาษิตสอนหญิงว่า

                                    เป็นมนุษย์สุดนิยมที่ลมปาก

                                    จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา

                                    แม้นพูดดีมีคนเขาเมตตา

                                    จะพูดจาพิเคราะห์ให้เหมาะความ

            ในนิราศภูเขาทอง  ท่านสุนทรภู่ก็ได้ประพันธ์เน้นความสำคัญของการพูดเอาไว้ตอนหนึ่งว่า

                                    ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์

                                    มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต

                                    แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร

                             จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา

 

3.องค์ประกอบของการพูด

 

            ธรรมชาติของการพูดโดยทั่วไปมีองค์ประกอบดังนี้

              1) ผู้พูด  ผู้พูดทำหน้าที่ส่งสารผ่านสื่อไปให้ผู้ฟัง   ดังนั้น  ผู้พูดจะต้องมีความสามารถใช้

ทั้งศาสตร์และศิลปะของตนเอง  ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดไปสู่ผู้ฟังให้ได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน   ความสามารถของผู้พูดที่จะทำให้ฟังได้เข้าใจมากน้อยแค่ไหนนั้น    ย่อมขึ้นอยู่กับสิ่งต่อไปนี้

                        ผู้พูดมีความสามารถในการใช้ภาษา  เสียง  และกิริยาท่าทางเพียงไร

                        ผู้พูดมีเจตคติต่อเรื่องที่จะพูด   และต่อผู้ฟังแค่ไหน

                        ผู้พูดมีระดับความรู้ในเรื่องที่พูดมากน้อย  และลึกซึ้งเพียงใด

                        ผู้พูดมีฐานะทางสังคม   พื้นฐานทางจริยธรรม  และวัฒนธรรมอยู่ในระดับใด

              2) สาร    เนื้อหาที่ผู้พูดส่งไปนั้นจะต้องมีคุณค่า   และคุ้มค่าแก่การเสียเวลาของ

ผู้ฟัง  ดังนั้น สารที่ผู้พูดส่งไปนั้นจะต้องเตรียมมาแล้วอย่างดี   เช่น การ คัดเลือก  จัดลำดับขั้นตอน   และการฝึกฝนตนเองของผู้พูดอีกส่วนหนึ่ง

                  3) สื่อ  หมายถึง  สิ่งที่นำสารไปสู่ผู้ฟัง  ได้แก่  เวลา   สถานที่  อากาศ  และเครื่องรับรู้ต่าง ๆ เช่น  ตา  หู  จมูก   ลิ้น   กาย   นอกจากนี้ยังรวมไปถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์  อื่น ๆ เช่น  วิทยุ

โทรทัศน์   ภาพยนตร์   เป็นต้น

              4) ผู้ฟัง  ผู้ฟังอยู่ในฐานะที่จะต้องรับสารของผู้พูดโดยอาศัยสื่อเป็นเครื่องนำพา  ผู้ฟังจะสามารถรับสารได้ตรงกับเจตนาของผู้พูดได้มากน้อยหรือไม่นั้น    ขึ้นอยู่กับสิ่งอื่น ๆ  เช่น  ทักษะ  ความพร้อม  ความสนใจ  พื้นความรู้   วัฒนธรรม   และเจตคติของผู้ฟังอีกด้วย

 


                  5) ปฏิกิริยาจากผู้ฟัง  ในขณะที่ผู้ฟังรับสารและแปลสารนั้น   ก็จะเกิดปฏิกิริยาตอบ  เช่น  เมื่อพูดถูกใจหรือเป็นที่พอใจ   ก็จะมีอาการผงกศรีษะ  ปรบมือหัวเราะ  ยิ้ม  และแสดงให้เห็นถึงการชื่นชมพร้อมกับตั้งใจฟัง แต่เมื่อพูดไม่ถูกใจหรือไม่พอใจ ก็จะมีการโห่และแสดงให้เห็นถึงความชัง  และขัดแย้งต่อผู้พูด เป็นต้น

 

4.ประเภทของการพูด

 

            การพูดอาจแบ่งตามเกณฑ์ต่าง ๆ  ได้หลายแบบด้วยกัน  ในที่นี้จะกล่าวถึงการพูดเพียง

2        แบบ คือ   

           

            แบบที่  1   แบ่งตามวิธีพูดมี   4   ประเภท   คือ

 

              1) การพูดโดยฉับพลันหรือกระทันหัน (The  lmpromptu  speech) 

                        ได้แก่การพูดที่ผู้พูดไม่รู้ตัวมาก่อนจะต้องพูด   ไม่ได้มีการเตรียมตัวล่วงหน้าทั้งในด้านเนื้อเรื่องที่จะพูด  แต่ก็ได้รับเชิญหรือได้รับมอบหมายให้พูด เช่น การพูดกล่าวอวยพรในวันเกิด   กล่าวอวยพรคู่บ่าวสาว  กล่าวต้อนรับผู้มาเยือน  กล่าวขอบคุณผู้มีอุปการะสนับสนุน     การพูดกะทันหันนี้  หากผู้พูดได้รับเชิญในลักษณะดังกล่าวข้อที่ควรปฏิบัติเพื่อให้การพูดประสบความสำเร็จ  ก็ควรปฏิบัติตนดังต่อไปนี้

                        1) ต้องคุมสติให้มั่น  อย่าประหม่าหรือตกใจตื่นเต้นจนเกินไป ทำจิตใจให้ปกติและสร้างความมั่นใจให้แก่ตนเองด้วยการสร้างความพึงพอใจและความยินดีที่จะได้พูดในโอกาสเช่นนั้น

                        2) ให้นึกถึงประสบการณ์ต่างๆ ที่เรียนรู้หรือได้พบเห็นมา   ซึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีมีประโยชน์แก่ผู้ฟังและเป็นเรื่องราวที่เข้ากับบรรยากาศที่จะพูดแม้ว่าขณะนั้นจะมีเวลาโอกาสสั้นๆ  ก่อนจะพูดก็ควรนึกคิดรวมทั้งขณะที่เดินจากที่นั่งไปยังที่จะพูด   

                        3) กำหนดเรื่องที่จะพูดให้ชัดเจน  กำหนดเวลาพูดให้เหมาะสมกับโอกาสและงานนั้นๆ อย่าพูดไปโดยไม่มีการกำหนดหัวเรื่องและกำหนดเวลาไว้เพราะ จะมีผลให้การพูดไม่ดี  คนฟังก็เบื่อหน่าย  

              2. การพูดโดยการเตรียมการมาล่วงหน้า (The  Extemperamous)

                        การพูดแบบนี้เป็นการพูด ที่ผู้พูดได้มีโอกาสเตรียมตัวมาก่อนคือ  ผู้พูดรู้ว่าตน

เองได้รับเชิญหรือจะต้องพูดในเรื่องอะไรบ้าง  จึงต้องมีการเตรียมตัวล่วงหน้าเท่าที่โอกาสเวลาจะอำนวยให้    ดังนั้นการเตรียมในเรื่องต่างๆ  ที่จะพูดเป็นคุณสมบัติสำคัญที่นักพูดจะต้องปฏิบัติตนอย่างสม่ำเสมอ

              3.การพูดโดยอาศัยอ่านจากต้นฉบับ (The  speaking  from  manuscripts)

                        การพูดประเภทนี้เป็นการพูดตามต้นฉบับที่เขียนขึ้นซึ่งเป็นการเตรียมไว้ล่วงหน้าเป็น

อย่างดี   ส่วนมากเป็นการพูดทางพิธีการต่าง ๆ  สำคัญๆ  เช่น การกล่าวเปิดงาน   การกล่าวรายงาน   การกล่าวเปิดประชุม   การกล่าวรายงานการประชุม  การกล่าวคำปราศรัย   การกล่าวคำสดุดี 

การกล่าวคำให้โอวาท   การกล่าวต้อนรับที่เป็นพิธีการสำคัญๆ ฯลฯ      

                  การพูดประเภทนี้ผู้พูดจะต้อง ฝึกฝนตนในเรื่องการอ่านต้นฉบับให้คล่อง  การฝึกสายตาเวลาพูด  การฝึกอ่านย่อหน้าวรรคตอน  และคำศัพท์ที่ยากตลอดทั้งสำนวนการพูดให้เหมาะสม

              4. การพูดโดยวิธีท่องจำ (The  memorized  speaking)

                        การพูดลักษณะนี้เป็นการพูด ที่ผู้พูดจะต้องเตรียมตัวท่องจำเนื้อหาอย่างละเอียด

จากเอกสาร  ตำรา  หนังสือต่างๆ อย่างแม่นยำ เช่น  การท่องจำตัวเลข  จำสุภาษิตคำพังเพย  เนื้อหาที่สำคัญๆ  การพูดแบบนี้เป็นการพูดที่ผู้พูดจะต้องใช้ความเพียรพยายามมากในการจดจำเนื้อหา  และจะต้องมีเวลาในการเตรียมตัว    เช่น  การเทศน์ของพระสงฆ์   การสวดอ้อนวอนบวงสรวงพิธีกรรมของพราหมณ์   การทำพิธีกรรมทาง ไสยศาสตร์   และการทำพิธีกรรมของศาสนาต่างๆ  เป็นต้น

            แบบที่  แบ่งตามจำนวนผู้ฟัง  มี  ประเภท   คือ

                  1) การพูดรายบุคคล   เป็นการพูดตัวต่อตัว  ได้แก่  การพูดที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น  การสนทนา  การสัมภาษณ์   การเล่าเรื่อง   การแนะนำตัว  เป็นต้น

              2) การพูดในที่ชุมนุมชน  เป็นการพูดที่มีผู้ฟังเป็นจำนวนมาก  เป็นการพูดที่มีแบบแผนต้องมีการเตรียมตัว    และฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ  การพูดประเภทนี้ได้แก่  การบรรยาย  การอภิปราย  การปาฐกถา  การแสดงสุนทรพจน์  เป็นต้น

 

5.จุดมุ่งหมายของการพูด

 

            การพูดแต่ละครั้งมีจุดมุ่งหมายต่างกัน   ผู้พูดจะต้องรู้จักจุดมุ่งหมายที่พูดได้อย่างถูกต้องตรงความต้องการของผู้ฟัง   มีนักพูดบางท่านเวลาพูดในโอกาสต่างๆ  ไม่เข้าใจไม่รู้ซึ้งถึงความมุ่งหมายที่เขาต้องการให้พูด   แต่กลับไปพูดนอกเรื่องที่ไม่ตรงกับจุดมุ่งหมายที่วางไว้   ก็เป็นผลทำให้ผู้ฟังเกิดความเบื่อหน่ายไม่ได้รับประโยชน์จากการฟังเท่าที่ควร  เมื่อเป็นเช่นนี้นักพูดที่ดีจะต้องศึกษาวิเคราะห์ให้เข้าใจความมุ่งและวัตถุประสงค์ที่จะพูดแต่ละครั้งให้ชัดเจนและพูดตรงกับความมุ่งหมายที่วางไว้  โดยกำหนดได้ดังนี้

              1) การพูดเพื่อให้ความรู้หรือข้อเท็จจริงแก่ผู้ฟัง

                        การพูดแบบนี้เป็นการพูดโดยอาศัยข้อมูลต่าง ๆ  ในเรื่องที่ผู้ฟังต้องการจะทราบ   การพูดต้องพูดให้ตรงประเด็นและหัวข้อที่กำหนดให้   บางครั้งผู้พูดต้องเตรียมอุปกรณ์ประกอบการบรรยายไปด้วย   เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจแจ่มแจ้งในเรื่องที่พูดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้   การพูด เช่นนี้ส่วนมากจะใช้วิธีการพูดด้วยการบรรยาย อธิบาย พรรณนา เล่าเรื่อง  ชี้แจง  สาธิตและวิธีเสนอรายงาน ฯ

              2.การพูดเพื่อโน้มน้าวจิตใจผู้ฟัง

                        การพูดแบบนี้   ผู้พูดจะต้องใช้ศิลปะในการพูดหลายๆ แบบเพื่อจูงใจให้ผู้ฟังเกิดความศรัทธาเลื่อมใสมีความคิดเห็นคล้อยตาม   หรือกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้พูดตั้งความมุ่งหมายไว้  เช่น  การพูดชักชวนให้เลื่อมใสในลัทธิทางศาสนา   การพูดให้ประชาชนเลือกตนเองเป็นผู้แทนของนักการเมือง   การพูดโฆษณาขายสินค้าของผู้แทนบริษัท ฯ

              3. การพูดเพื่อให้เกิดความเพลิดเพลินหรือเพื่อจรรโลงใจแก่ผู้ฟัง

                        การพูดแบบนี้   ผู้พูดต้องเข้าใจว่าบรรยากาศในการพูดก็ดี  ความต้องการของผู้ฟัง

ก็ดี   เป็นการพูดที่ผู้พูดจะต้องเน้นให้ผู้ฟังเกิดความสนุกสนานบันเทิงควบคู่ไปกับการได้รับความรู้สึกนึกคิดที่แปลกใหม่ เล็ก ๆ น้อย ๆ  เป็นการพูดในลักษณะเสริมสร้างความนึกคิดของผู้ฟังให้เกิดความคิดสร้างสรรค์   เพื่อยกระดับจิตใจของผู้ฟังในทางที่ดีมีความสุขในขณะที่ฟังการพูด  เช่น  การกล่าวคำสดุดี   กล่าวคำอวยพร   กล่าวขอบคุณ  หรือกล่าวคำปราศรัยในงานบันเทิงต่างๆ  ที่จัดขึ้นในโอกาสต่างๆ

              4.การพูดเพื่อหาทางแก้ปัญหาหรือคำตอบต่างๆ

                        กับการพูดแบบนี้   ผู้พูดจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่พูดได้เป็นอย่างดีหรือสามารถตอบปัญหาต่างๆ  ที่ผู้ฟังสงสัยอยากจะรู้อยากจะฟังจากผู้พูด   จึงเป็นการพูดในเชิงวิชาการหรือในแนวทางขจัดปัญหาข้อสงสัยต่างๆ  ให้ปรากฏอย่างมีเหตุมีผล   บางครั้งก็เป็นการพูดเพื่อตอบปัญหาของผู้ที่มีความสงสัยถามปัญหาขึ้นมา  เช่น   การพูดสัมมนาในทางวิชาการ  การพูดตอบกระทู้คำถามของรัฐมนตรี   หรือนายกรัฐมนตรี

              5. การพูดเพื่อแนะนำและชี้แนะเรื่องต่างๆ

                        การพูดแบบนี้   เป็นการพูดในเวลาจำกัดตามลักษณะเรื่องแนะนำและเวลาที่จะอำนวยให้   ส่วนมากเป็นการพูดแนะนำบุคคล   แนะนำการปฏิบัติงานและลักษณะของงานที่ทำของหน่วยต่างๆ   การพูดให้คำแนะนำมุ่งการพูดเพื่อให้ผู้ฟังทราบเฉพาะข้อเท็จจริงต่างๆ  อย่างย่อๆ  พอกับเวลา  ใช้กับการรายงานตัวของผู้ใต้บังคับบัญชาต่อผู้บังคับบัญชา   การแนะนำสรุปงานในหน้าที่รับผิดชอบของผู้ใต้บังคับบัญชาต่อผู้บังคับบัญชาในโอกาสตรวจเยี่ยม ฯ

 

6.ข้อดีของการสื่อสารด้วยคำพูด

          1.สร้างความเข้าใจให้กับผู้ฟังได้อย่างรวดเร็ว  เพราะการใช้คำพูดสื่อสารกันนั้น  มัก

จะเป็นการสื่อสารสองทาง   ทั้งผู้พูดและผู้ฟังมีโอกาสพูดจาโต้ตอบกัน   ซึ่งจะช่วยให้เกิดความเข้าใจและสะดวกรวดเร็วในการติดต่อสื่อสาร

          2. เป็นเครื่องมือสร้างมนุษย์สัมพันธ์กับบุคคลได้ผลที่สุด  แม้แต่คนที่ไม่เคยรู้จักกัน

การที่ได้พบปะพูดคุยสนทนากันได้เห็นหน้าตา  อากัปกิริยา  ท่าทาง  บุคลิกลักษณะน้ำเสียง  ท่วงทำนองการพูด  ของแต่ละฝ่ายย่อมจะมีอิทธิพลชักจูงความสนใจ  ก่อให้เกิดความประทับใจความสนิทสนมเป็นกันเองได้โดยง่าย

          3. สามารถพิสูจน์ได้ว่าคำพูดที่พูดไปได้ผลหรือไม่ทันที  เพราะในขณะที่พูดจาโต้

ตอบกันนั้นทั้งสองฝ่ายจะมีโอกาสเห็นปฏิกิริยาตอบสนองซึ่งกันและกัน   ซึ่งจะทำให้ทราบได้ว่าสิ่งที่พูดออกไปนั้นได้ผลหรือไม่  หรือเกิดผลอย่างไร

          4. สามารถดัดแปลงแก้ไขคำพูดหรือยืดหยุ่นให้เหมาะสมกับโอกาส  เวลา  หรือ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น   ตัวอย่างเช่น  ในการพูดถึงเรื่องอะไรก็ตาม   ถ้าผู้พูดสังเกตเห็นว่าผู้ฟังมีกิริยาท่าทางไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องที่ผู้พูดกำลังพูดอยู่   ผู้พูดอาจปรับเรื่องที่พูดให้ง่ายขึ้นเป็นต้น

 

7. ข้อจำกัดของการสื่อสารด้วยคำพูด

            1.สถานที่ไม่เอื้ออำนวย  ต่อการสื่อสารด้วยคำพูด  เช่น  สถานที่อยู่ห่างไกล    หรือมีสิ่งรบกวนมาก    หรือเวลาจำกัดก็ไม่อาจใช้วิธีสื่อสารโดยการพูดให้ได้ผลได้  นอกจากนี้การสื่อสารด้วยคำพูดมักมีขอบข่ายครอบคลุมผู้ฟังได้ไม่มากนัก

            2. เรื่องสื่อสารมีความซับซ้อน  หรือเป็นเรื่องนามธรรมที่เข้าใจยาก หรือเป็นเรื่องที่ต้องกล่าวรายละเอียดข้อมูลต่างๆมาก  การใช้คำพูดเพียงประการเดียวอาจทำให้ผู้ฟังไม่เข้าใจการเขียนจะเหมาะสมกว่า

            3.สารจากคำพูด เป็นสารที่ไม่คงทน  กล่าวคือ  พูดเสร็จแล้วก็ผ่านหายไปผู้

ฟังไม่มีโอกาสฟังซ้ำ  หรือไม่สามารถกลับมาทบทวนทำความเข้าใจอีกครั้งหนึ่งได้  เมื่อสารนั้นไม่คงทนย่อมจะนำมาเป็นหลักฐานไม่สะดวกนัก

            4.มีโอกาสผิดพลาดในแง่ข้อเท็จจริง หรือผิดจากเจตนาที่แท้จริงของผู้พูดได้ง่าย  เพราะผู้พูดอาจจะเผอเรอหรือพลาดพลั้งคำพูดต่างๆ ได้นอกจากนี้การสื่อสารด้วยคำพูดยังเปิดโอกาสให้ผู้ฟังนำคำที่ได้ฟังไปตีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้  เช่น จะเห็นบ่อยๆ จากบุคคลที่มีชื่อเสียงให้สัมภาษณ์  ภายหลังก็มีการแถลงข้อเท็จจริง  หรือแถลงแก้ข่าวในหนังสือพิมพ์  ในวิทยุกระจายเสียง  วิทยุโทรทัศน์  เป็นต้น

 

8.ลักษณะของผู้พูดที่ดี

 

            การพูดที่ดี  หมายถึง  การรู้จักใช้ถ้อยคำ  น้ำเสียง   และบุคลิกภาพต่างๆ ของผู้พูดให้สื่อความหมายแก่ผู้ฟังอย่างมีประสิทธิภาพ   รวมทั้งรู้จักใช้จรรยามารยาท  และประเพณีนิยมอันดีงามเพื่อถ่ายทอดความรู้ความคิด  และความต้องการที่เป็นประโยชน์ให้แก่ผู้ฟังตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างครบถ้วน  นิพนธ์   ศศิธร  ได้กล่าวถึงการพูดที่ดีต่อชุมชนว่ามีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่    

 ประการ  คือ

1)      การพูดที่มีถ้อยคำดี  ได้แก่

                        ถ้อยคำที่เป็นความจริง

                        ถ้อยคำที่มีประโยชน์

                        ถ้อยคำที่เป็นที่พึงใจแก่ผู้ฟัง

              2) การพูดที่มีความเหมาะสม  ได้แก่

                        ความเหมาะสมกับกาลสมัย

                        ความเหมาะสมกับเวลาที่กำหนดให้

                        ความเหมาะสมกับโอกาส

              3)การพูดที่มีความมุ่งหมาย  ได้แก่

                        ความมุ่งหมายทั่วไป

                        ความมุ่งหมายเฉพาะบุคคล

              4) การพูดที่มีศิลปะการแสดงดี

                        การใช้กริยา   สีหน้า  และท่าทางให้สอดคล้องกับเรื่อง

                        การใช้เสียงชัดเจน   มีการเน้นย้ำ   และจังหวะวรรคตอน

9.คุณสมบัติเบื้องต้นของนักพูดที่ดี

 

            นักพูดที่ดีจำต้องปรับปรุงพื้นฐานของตนให้มีคุณสมบัติที่สำคัญเบื้องต้น  ประการดังนี้

              1) เป็นนักฟังที่ดี  นักพูดไม่ใช่ฝึกพูดอย่างเดียว  ต้องฝึกฟังด้วย  ต้องรู้ว่าเมื่อไรควรพูด

เมื่อไรควรฟัง  การฟังผู้อื่นทำให้เราได้รับความรู้เพิ่มขึ้น   หรืออย่างน้อยก็ได้ทบทวนความรู้เดิมที่เรามีอยู่แล้ว   ข้อสำคัญถ้าเลือกฟังในสิ่งที่มีประโยชน์ก็จะทำให้เพิ่มคุณค่าให้แก่ตัวเองมากขึ้น

              2) ศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ  นักพูดต้องศึกษาหาความรู้ไม่หยุดยั้ง   ความรู้ที่ว่านี้นอก

จากจะได้จากการฟังแล้วความรู้ที่ได้จากการอ่านสำคัญที่สุด  การอ่านเป็นวิธีตักตวงความรู้ที่รวดเร็วและรวบรัดที่สุด  นักพูดต้องรักการอ่านให้มากจะเป็นประโยชน์แก่การพูด  การพูดก็จะวนเวียนอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน  พอพูดซ้ำมากๆ เข้าก็จะเกิดความเบื่อตัวเอง   เมื่อผู้พูดเบื่อตัวเองก็จะไม่มีผู้ฟังคนไหนอยากฟัง

                  3)  ยอมรับฟังคำวิจารณ์  นักพูดต้องยอมรับฟังวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่นต้องต้อนรับทั้งคำติและชม   น้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น   นำมาปรับปรุงแก้ไขตัวเอง 

                  4) เป็นตัวของตัวเอง  นักพูดที่ดีต้องเป็นตัวของตัวเอง   อย่าเลียนแบบใคร  งานเลียนแบบเป็นงานที่ไร้เกียรติไม่สร้างสรรค์  และไม่ทำความภูมิใจให้แก่ตัวเอง  ถ้ามีบุคคลใดเป็นตัวอย่างในการพูดที่ดี  ขอให้จดจำนำเอาบางสิ่งบางอย่างของเขามาลองปฏิบัติดู   อย่าเลียนแบบเขาทั้งหมด   จงเป็นตัวของตัวเอง  ได้ของดีจากใครได้ความรู้ข้อคิดดีๆจากใคร  ถ้าทำได้ควรเอ่ยนามเขาให้ปรากฏ   นอกจากจะได้แสดงมารยาทอันงดงามแล้ว   ยังสามารถถ่ายทอดสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้อย่างเต็มปากเต็มคำไม่เคอะเขินอีกด้วย

              5) มีความสุขในการถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่น นักพูดต้องมีความสุขและความพอใจที่

จะถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ฟัง  และถ่ายทอดให้จบสิ้นตามที่ผู้ฟังกำหนด   นอกเสียจากเวลาหรือเงื่อนไขอื่นบังคับ   เมื่อหมดแล้วก็แสวงหาสิ่งใหม่ทุกครั้งที่มีโอกาสพูดขอให้ถือว่าเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ทำประโยชน์เป็นเกียรติยศที่ผู้ฟังหยิบยื่นให้แก่เรา  ซึ่งจะทำให้มีความมุ่งมั่น  ความกล้าที่จะทุ่มเทให้กับการพูดทุกครั้ง ขอให้จำง่าย ๆ ว่า…

 

                             “ เป็นนักฟัง                               ยังศึกษา

                                     ท้าวิจารณ์                                   งานริเริ่ม

                                    เติมความสุข ”

10.หลักการเลือกเรื่องที่จะพูด

            ในการที่จะพูดที่ใดก็ตาม  ผู้พูดควรคำนึงถึงเรื่องที่จะไปพูด  ถ้าเป็นเรื่องที่ผู้พูดถนัดหรือมีความสนใจ  ก็จะทำให้ผู้พูดพูดได้ดี   และถ้าเรื่องเดียวกันนั้นเป็นที่น่าสนใจของผู้ฟังด้วยผู้ฟังก็จะให้ความสนใจติดตามฟัง  ผู้พูดก็ประสบความสำเร็จในการพูด  ฉะนั้นถ้าผู้พูดเลือกเรื่องที่ตนถนัดก็จะพูดได้ดี  

            นอกจากผู้พูดจะพิจารณาเลือกเรื่องที่ทั้งผู้พูดและผู้ฟังสนใจแล้วผู้พูดควรเลือกเรื่องที่จะให้ประโยชน์และความรู้แก่ผู้ฟัง  เพราะตามหลักจิตวิทยานั้น  คนเราชอบฟังเรื่องที่ตนจะได้รับผลประโยชน์  นอกจากนี้แล้วคนเรายังสนใจเรื่องที่เป็นแก่นสารของชีวิต  เรื่องที่กำลังเป็นข่าว  เรื่องที่ช่วยขจัดปัญหาของผู้ฟัง  เรื่องที่เกี่ยวกับความบันเทิงและงานอดิเรก  ฯลฯ

 

 

11.การวิเคราะห์เรื่อง

 

            เมื่อผู้พูดจะไปยังที่ใดที่หนึ่งก็ตาม  โดยรู้หัวข้อที่จะพูดแล้ว  ขั้นตอนในการตระเตรียมไปพูดนั้นอาจแบ่งเป็นขั้นตอนใหญ่ๆ  ขั้นตอนคือ  การวิเคราะห์ผู้ฟังและกาลเทศะ  และการตระเตรียมเรื่องพูด

              1. การวิเคราะห์ผู้ฟังและกาลเทศะ  (The  Audience)

                        เมื่อผู้พูดหัวข้อเรื่องที่จะพูดแล้วก็ควรจะวิเคราะห์ผู้ฟังและกาลเทศะ   ควรรู้ว่าผู้ฟังคือใครมีพื้นฐานการศึกษาเพียงใด  อายุเท่าไร  เพศชายหรือหญิง  มีอาชีพอะไร    มีจำนวนเท่าไร  จะพูดที่ใด  มีเวลาพูดเท่าไร  ทั้งนี้จะได้ตระเตรียมเรื่องให้เหมาะกับผู้ฟังเพราะการพูดชนิดเดียวกันอาจเหมาะสำหรับผู้ฟังกลุ่มหนึ่งแต่อาจไม่เหมาะกับผู้ฟังอีกกลุ่มหนึ่ง  ฉะนั้นการวิเคราะห์ผู้ฟังจึงเป็นการศึกษาถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและเปรียบได้ว่าผู้พูดได้รู้จักฟังก่อน

                   1) วัยของผู้ฟัง
                             ผู้ฟังที่มีวัยต่างกันย่อมจะมีความสนใจและเข้าใจเรื่องที่ฟังต่างกัน  การเรียนรู้ถึงอายุ  ก็เพื่อจะได้ทราบว่า  การพูดกับคนในวัยนั้นๆควรจะใช้วิธีการพูดและคำพูดอย่างไร

                                   วัยเด็ก  เด็กมีลักษณะซุกซน  ไม่อยู่นิ่งเฉย  ไม่มีความอดทนฟังเรื่องได้นานๆ  เบื่อง่ายชอบเรื่องสนุกสนาน  ตลกขบขันชอบเล่น ฯลฯ  เนื่องจากเด็กมีประสบการณ์ความรู้และความสนใจน้อย  ดังนั้นถ้าจะพูดให้เด็กฟังหรือเขียนเรื่องให้เด็กอ่าน  จึงควรจะเลือกเรื่องที่สนุกสนาน   แฝงด้วยมุขตลกหรือเรื่องที่ให้ความบันเทิงเพลิดเพลินหรือเรื่องจินตนาการ     

                                   วัยรุ่น  วัยรุ่นเป็นวัยที่อยู่ในระหว่างความเป็นเด็กและผู้ใหญ่   ยังไม่บรรลุวุฒิภาวะยังไม่มีการรับผิดชอบในเรื่องใดๆ  และยังไม่เข้าใจในเหตุการณ์บางอย่างเพราะไม่มีประสบการณ์เพียงพอ  แต่เด็กวัยรุ่นเป็นวัยที่อยากทดลองกับสิ่งใหม่ๆ (modernity) ชอบชีวิตที่ตื่นเต้น  เรื่องที่ครึกครื้น  เรื่องที่เกี่ยวกับโลกในอนาคต  เรื่องที่เป็นแบบฉบับในการสร้างความก้าวหน้า  ชีวิตที่ต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรค  เรื่องที่เกี่ยวกับความกล้าหาญความภาคภูมิใจ   และการนำชื่อเสียงมาสู่ตนเองและวงศ์ตระกูล  ตลอดจนประเทศชาติ  ฉะนั้นการเตรียมเรื่องพูดกับเด็กวัยรุ่นจึงควรมีจุดมุ่งหมายที่มุ่งในเหตุการณ์ที่ทันสมัย  แนวทางที่น่าทดลองน่ากระทำตาม  การยอมรับความคิดเห็นและความสามารถของวัยรุ่นอย่างเป็นมิตร  การเต็มใจที่จะให้ความช่วยเหลือ

                                 วัยกลางคน  วัยกลางคนนี้เป็นวัยที่เริ่มจากอายุ  45  ปีขึ้นไป  เป็นวัยที่มีความรับผิดชอบกำลังสร้างฐานะและมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่อาชีพ  การงานและชื่อเสียง  เป็นวัยที่มุ่งมั่นในความประพฤติและอุดมคติของตนเอง  รักความก้าวหน้า  ความคิดอ่านกว้างขวาง  และมี

ประสบการณ์พอสมควร   เรื่องที่ควรนำมาพูดควรเกี่ยวกับ การครองชีพ  มนุษยสัมพันธ์  กฎหมาย  ความก้าวหน้าในชีวิต  แนวการศึกษาของเยาวชน  สังคมและความเป็นอยู่  อนาคตของเยาวชน ฯลฯ

                                 วัยชรา   คนวัยชราเป็นผู้ที่ผ่านประสบการณ์มากชอบยึดถือสิ่งที่เป็นที่พึ่งทางจิตใจ เช่น คุณธรรม  เป็นผู้ที่ชอบคิด  และมุ่งหวังที่จะเห็นความเจริญก้าวหน้าของครอบครัว

วงศ์ตระกูล

            จึงควรเลือกเรื่องเกี่ยวกับธรรมะหรือเรื่องที่แฝงไว้ด้วยคุณธรรม  เรื่องธรรมชาติความจำในอดีต  สังคมในอดีตที่คนวัยชรามีส่วนสร้างสรรค์หรือเกี่ยวข้อง ฯลฯ  ส่วนการจัดเรื่องนั้นควรใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย   พูดยกย่องความสามารถ  ชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล  และควรจะพูดในทำนองผู้ปรับทุกข์

 

                   2) เพศของผู้ฟัง         ความสนใจของผู้ฟังนั้นย่อมขึ้นอยู่กับเพศเหมือนกัน  ผู้พูดควรตระเตรียมเรื่องให้

เหมาะสมกับเพศของผู้ฟังดังนี้

                                    เพศหญิง  เพศหญิงมักสนใจในเรื่องความสวยความงาม  การบ้านการเรือน   การสมาคม  การแต่งกาย  การเสริมสร้างบุคลิกภาพ  ความเคลื่อนไหวของสังคม   ความบันเทิง ฯลฯ

                                    เพศชาย  เพศชายมักสนใจในเรื่องการเมือง   การงาน  สวัสดิภาพของครอบครัว  การกีฬา  เครื่องยนต์กลไก  ฯลฯ  เมื่อจะพูดให้เพศชายฟัง   ผู้พูดควรตระเตรียมเรื่องให้พร้อม   เนื้อเรื่องและคำพูดที่ใช้นั้นควรมีเหตุผลหนักแน่น  น่าเชื่อถือ  เพราะผู้ชายเป็นเพศที่จะถูกชักจูงโน้มน้าวจิตใจได้ยากกว่าเพศหญิง  และเมื่อจะพูดให้เพศหญิงฟัง  ผู้พูดควรนำคำที่สุภาพ  อ่อนหวานมาใช้  เพราะเพศหญิงเป็นเพศที่อารมณ์ละเอียด  อ่อนไหวง่าย

                   3) ความแตกต่างทางความเชื่อถือและศาสนา

                        เป็นที่ทราบกันว่าเชื้อชาติ  ศาสนา   จารีตประเพณี   และความเชื่อถือเป็นวัฒนธรรม

อย่างหนึ่งที่คนเรายึดถือกันมาแต่ดั้งเดิม   ซึ่งความเชื่อถือและหลักปฏิบัติทางศาสนาบางอย่างก็เป็นการกระทำที่ไม่มีเหตุผล  แต่คนในสังคมบางกลุ่มก็ยังยึดมั่นและปฏิบัติสืบต่อกันมา  ฉะนั้นผู้พูดจึงควรศึกษาและระมัดระวังในเรื่องนี้  ควรจะทราบว่าผู้ฟังส่วนใหญ่ถือศาสนาใด   ยึดมั่นแนวปฏิบัติอย่างไร  เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงและไม่กล่าวถึง

                   4) ฐานะและอาชีพของผู้ฟัง (Class   Audiences)

                  การเรียนรู้อาชีพ  ฐานะ  หรือชั้น  ของผู้ฟังมาก่อนย่อมเป็นผลกำไรของผู้พูด

เพราะผู้ที่ต่างอาชีพกันย่อมมีความสนใจต่างกัน   เมื่อผู้พูดรู้ว่าผู้ฟังเป็นคนชั้นใด  จะได้สามารถตระเตรียมเนื้อหาตลอดจนวิธีการพูดได้ถูกต้อง  ฐานะหรือชั้น  ของผู้ฟังอาจแบ่งออกได้ดังนี้

                   1) ชนชั้นกลาง  (The  middiences )  คนชนชั้นกลางส่วนใหญ่ประกอบด้วยคนที่มีอาชีพการงานเป็นของตนเองเช่น  พ่อค้า  นักธุรกิจและผู้ที่รับราชการในขั้น   “หัวหน้า”  คนชั้นกลางเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์มากพอสมควรมีใจคอกว้างขวาง  มีความอดทนมีความเชื่อมั่นในตนเอง   พร้อมที่จะฟังข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความเจริญก้าวหน้าในอาชีพตน   เรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย  การปรับปรุงความเป็นอยู่  บุคลิกภาพ  สิทธิพิเศษ  ผู้พูดควรเตรียมเรื่องเศรษฐกิจการลงทุน

                   2) ชนชั้นกรรมาชีพ  (The  Working  Class)  คนในชนชั้นนี้ได้แก่  ผู้ที่ใช้แรงงาน ซึ่งได้แก่กรรมกร   ผู้รับจ้าง  ลูกจ้างแรงงานฯลฯ  คนในชนชั้นกรรมาชีพนี้เป็นผู้ที่มีความฉลาดพอสมควร (แต่ไม่มีโอกาสได้เรียนสูง เป็นผู้ที่ใฝ่ใจในการทำมาหาเลี้ยงชีพ  สนใจในการเมือง เศรษฐกิจ  แสวงหาความยุติธรรม  รักพวกพ้อง  และเกลียดการดูถูกเหยียดหยาม  ฉะนั้นผู้พูดจึงควรเตรียมเรื่องด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายให้ความเป็นกันเอง  หลีกเลี่ยงการพูดดูถูกเหยียดหยาม  แต่ควรพูดในทำนองให้คำปรึกษา  ให้ความเห็นใจ  และให้ผู้ฟังเกิดความภาคภูมิใจในอาชีพของตน

                                    3) ผู้ฟังที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ (The  Expert  Audience)  ถ้าผู้ฟังเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญผู้พูดจะต้องตระเตรียมเรื่องที่พูดให้พร้อมและให้ดียิ่ง  เนื้อเรื่องที่ค้นคว้ามาพูดนั้นจะต้องมีข้อมูล ข้อเท็จจริงอ้างอิง  สนับสนุน  และเนื้อเรื่องที่จะนำไปพูดนั้นควรให้ผู้ที่มีความรู้  ความชำนาญในสาขาวิชานั้น ๆ  ตรวจดูก่อน

                                     4) ผู้ฟังเรื่องทางการเมือง (The  Political  Audience)  ถ้าผู้พูดจะต้องเตรียมเรื่องพูดในแนวการเมือง  ผู้พูดควรเตรียมตัวล่วงหน้าว่าผู้ฟังส่วนหนึ่งจะเป็นมิตรและอีกส่วนหนึ่งจะคอยคัดค้าน  ผู้พูดจะต้องเตรียมเนื้อเรื่องที่มีหลักฐานเหตุผลข้อเท็จจริงอ้างอิงได้  ข้อความต่างๆที่นำมาอ้าง  หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องพาดพิงกับเหตุการณ์จะต้องแน่นอน

 

                   5) ระดับการศึกษา

                        ผู้พูดควรพิจารณาว่าผู้ฟังมีระดับการศึกษามากน้อยเพียงไร  ถ้าผู้ฟังเป็นผู้มีการ

ศึกษาน้อย   ผู้พูดจะต้องเตรียมเรื่องด้วยภาษาง่ายๆ เนื้อหาสั้นกระทัดรัด  แต่ถ้าผู้ฟังเป็นผู้มีการศึกษาสูง  ผู้พูดจะต้องใช้คำพูดที่มีเหตุผล  มีแนวโน้มในด้านวิชาการ

                   6) สถานที่

                        การรู้ถึงสถานที่ที่จะพูดนั้นเป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้พูด  ควรจะทราบล่วงหน้าเพื่อจะได้

ตระเตรียมเนื้อเรื่องและการแต่งกายได้ถูกต้องและเหมาะสม

                   7) เวลา

                        เวลาเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้การพูดประสบความสำเร็จหรือไม่  เช่น  การพูดใน

เวลากลางวัน  หรือหลังจากอาหารกลางวันแล้วอากาศมักร้อนอบอ้าว  ผู้ฟังอาจนั่งฟังไม่สบายเท่าที่ควรผู้พูดต้องเตรียมเรื่องพูดให้รวบรัดได้ใจความ ส่วนการพูดใกล้กับเวลาอาหารกลางวันหรือเวลาอาหารเย็นก็ไม่เหมาะ  นอกจากนี้ผู้พูดควรทราบล่วงหน้าว่าตนมีเวลาพูดมากน้อยเพียงไร  เพราะจะได้เตรียมเรื่องมาพูดให้พอเหมาะกับเวลา

                   8) โอกาส

                        การพูดในแต่ละโอกาสย่อมไม่เหมือนกัน  เช่น  การพูดให้ความรู้แก่นักเรียน 

นักศึกษา  ย่อมแตกต่างไปจากพูดอวยพรเนื่องในวันคล้ายวันเกิด  การใช้ภาษาท่าทาง  ตลอดจนการแต่งกายก็เปลี่ยนไป  ดังนั้นผู้พูดควรรู้ล่วงหน้าก่อนว่าตนจะพูดในโอกาสอะไร  เพื่อจะได้เตรียมเนื้อเรื่องและเตรียมตัวไปพูดได้ถูกต้องและเหมาะสม

12.การฝึกพูด

            การฝึกพูดเพื่อให้มีบุคลิกลักษณะดีนั้น   เราควรจะได้ฝึกในเรื่องต่อไปนี้

                        ท่าทาง

                        เสียง

                        สร้างความมั่นใจให้ตนเอง

          1) ฝึกท่าทาง

                 ศรีษะ  เมื่อเริ่มพูดควรให้ศรีษะตั้งตรง  แต่อาจจะเคลื่อนไหวได้บ้างเล็กน้อยตามเนื้อ

เรื่องที่พูด

                 สีหน้า  ควรฝึกสีหน้าให้เข้ากับเนื้อเรื่องที่พูด  เช่น  เมื่อพูดถึงความเศร้า   ก็ควร

แสดงสีหน้าเศร้า   เมื่อพูดถึงความกลัว  ก็แสดงสีหน้าหวาดกลัวได้  เป็นต้น

                 ดวงตา  เมื่อพูดถึงความยินดี  ความกลัว  ความประหลาดใจ  ให้เปิดตากว้าง  ถ้า

ต้องการแสดงความสุภาพ  ก็ให้ลดสายตาลงเบื้องต่ำ  แสดงความอ่อนเพลียก็ใช้มือปิดตา  เป็นต้น

            การใช้สายตาเป็นสิ่งสำคัญมาก  เช่น  ผู้พูดที่ชอบหลบตาผู้ฟังเสมอ   เป็นการแสดงออกให้เห็นถึงความไม่มั่นใจ  มีความขลาดและหวาดกลัว  หรือมีสิ่งซ่อนเร้นอยู่ในใจ  ในทางตรงกันข้าม  ถ้าเรากล้าประสานตากับผู้ฟัง  ย่อมแสดงถึงความบริสุทธิ์ใจ  ความมั่นใจ  และเป็นผลทำให้ผู้ฟังมีความศรัทธาต่อผู้พูด

                 ริมฝีปาก  เป็นส่วนหนึ่งของใบหน้าที่ใช้ประกอบการพูด  เพื่อแสดงความรู้สึกให้ 

สัมพันธ์กับการพูดได้  เช่น  เมื่อพูดถึงความสุข  ความขบขัน  ก็บังคับให้มุมปากผายออกให้เห็นรอยยิ้ม  ถ้าพูดถึงเรื่องตกใจก็ให้เปิดริมฝีปากกว้าง  เป็นต้น

                 มือ  อวัยวะส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญมาก  เพราะเราสามารถทำให้เคลื่อนไหวประกอบ

การพูดเพื่อแสดงความหมายได้เด่นชัด 

                        - ถ้าเป็นการนั่งพูด  ควรวางมือทั้งสองข้างเท้าโต๊ะอย่างสบาย  อย่าเอามือเกาหน้าเกาหลังให้วุ่นวาย

                        - ถ้ายืนควรทิ้งแขนลงข้างลำตัว  ส่วนมือจะแบหรือกำหลวมๆ ก็ได้  เมื่อพูดถึงข้อความบางตอน  ก็อาจใช้มือประกอบได้บ้าง  

                 ลำตัว  ขณะที่พูดอาจโยกตัวได้บ้างเพื่อให้มีชีวิตชีวา  การโยกตัวนั้นก็ควรโยกตั้งแต่

บั้นเอวขึ้นมา  อย่าโยกเฉพาะคอหรือก้น  เพราะจะทำให้ดูเหมือนจำอวดหรือหนังตะลุงไป

 

          2) ฝึกเสียง

              ระดับเสียง  ควรให้ดังพอสมควร  เพราะจะทำให้ผู้ฟังรู้เรื่อง  และมีความสนใจที่จะ

ติดตามฟังต่อไป

                  น้ำเสียง  ควรให้เหมาะสมกับเนื้อเรื่อง  เช่น  ตื่นเต้น  เศร้า  ดีใจ

              ออกเสียงให้ถูกต้อง  ที่ควรระวังคือ  เสียง //,/และตัวควบกล้ำต่างๆ                      

              เน้นเสียง  ในตอนที่สำคัญ ๆ  เพราะถ้าพูดระดับเสียงเดียวกันหมด  ก็จะไม่น่าฟัง

              เว้นจังหวะในที่ควรจะต้องเว้น ในภาษาไทยถ้าเว้นจังหวะไม่ถูกที่  อาจทำให้

ความหมายเปลี่ยนไป  

 

          3) ฝึกสร้างความมั่นใจให้ตนเอง 

              การสร้างความมั่นใจให้แก่ตนเองนั้น   อาจจะทำได้  โดยวิธีการศึกษาค้นคว้าเรื่องที่จะพูด   และวิธีการ พูดให้แตกฉานทุกแง่ทุกมุม   ทบทวนและฝึกซ้อม จนเกิดความชำนาญ   มีความแคล่วคล่องว่องไวไม่เคอะเขิน  ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งคือ  ขณะที่พูดอย่าให้มีความกังวลใดๆ  เป็นอันขาด   ทำใจให้สบาย   คิดให้รอบคอบเสียก่อนแล้วจึงค่อยพูดออกไป   อย่าพูดก่อนคิด   

 

          การฝึกหัดพูดสามารถทำได้  วิธีด้วยกันคือ

            1. ฝึกพูดด้วยวิธีธรรมชาติ  คือการฝึกด้วยตนเอง  ชอบพูดชอบแสดงออก  มีโอกาส

จับไมโครโฟนเมื่อไร่ไม่เคยปล่อยให้พลาดโอกาส  อาศัยประสบการณ์ชั่วโมงบินมากๆก็อาจกลายเป็นนักพูดที่ดีได้

            2. ฝึกจากตำรา  ศึกษาจากตำรับตำราก็ดีเหมือนกัน   แต่อย่าลืมว่าคนที่หัดว่ายน้ำโดย

อ่านจากตำราโดยไม่เคยกระโดดลงน้ำเลย  อย่าหวังว่าจะว่ายน้ำเป็น  ผู้ศึกษาจากตำราจึงต้องหาโอกาสฝึกปฏิบัติจริงๆ ด้วยการฝึกจากงานสังคมต่างๆ หรือฝึกใช้อาชีพของตนเอง

            3. ฝึกโดยมีผู้แนะนำ  หมายถึงการมีพี่เลี้ยงที่ดีๆ  คอยแนะนำอาจแนะนำซักซ้อมให้

เป็นส่วนตัวเป็นครั้งคราวหรือจัดกลุ่มฝึกพูดขึ้นมีการฝึกกันเป็นประจำ  หากหาพี่เลี้ยงอย่างที่ว่านี้ไม่ได้ก็ควรสมัครเข้าอบรมในหลักสูตรที่เกี่ยวกับศิลปะในการพูดซึ่งมีองค์กรต่าง ๆ เปิดสอนกันอยู่มาก

 

13.การวางตัวและมารยาทในการพูด

            1. ก่อนการพูด  หากมีผู้พูดหลายคน   ผู้พูดหลักควรนำคณะไปยังเวที  ถ้าเป็นคนพูด

คนแรก  เมื่อแล้วก็ไม่ควรจะลุกไปไหน  ควรจะมีมารยาทด้วยการนั่งฟังอย่างพอใจ   ถ้าเป็นคนพูดหลังๆ  ก็ควรแสดงความสนใจที่จะฟังการพูดของคนก่อนๆ  เช่นกัน   อย่ามัวหมกมุ่นอยู่กับการจดข้อความย่อ  หรือการเตรียมตัวเรื่องที่จะพูดของตนโดยเฉพาะ  โดยไม่สนใจการพูดของคนอื่น  เพราะผู้พูดต้องการให้ผู้ฟังในที่นั้นตั้งใจฟัง  ผู้ฟังจะได้ไม่เสียสมาธิ

           

            2. เมื่อเริ่มพูด  เมื่อประธานเริ่มแนะนำ   ให้ลุกขึ้นอย่างกระฉับกระเฉง   ในการสงบอย่างปกติและก้าวเดินไปยังที่พูด   ผู้พูดควรจะมีท่าทีเป็นมิตร  มีความสุภาพ  ไม่โอ้อวดมีอารมณ์ขันบ้าง   และรู้จักให้เกียรติผู้ฟัง   หรือรู้จักนำสิ่งที่ผู้ฟังสนใจหรือผู้ฟังเคยมีประสบการณ์มาเป็นตัวอย่าง   เพื่อสร้างความรู้สึกร่วมกัน   หรือความเป็นพวกเดียวกัน

            3. ระหว่างการพูด  ผู้พูดต้องสนใจอยู่ที่ความคิดและผู้ฟัง   ไม่ต้องสนใจกับตัวเองว่า

ท่าทางเป็นอย่างไร   คนปรบมือให้หรือไม่   แต่ควรคิดแต่เรื่องที่จะพูดให้ดีที่สุดเท่านั้น

            4. หลังจากการพูดจบ  เวลาจบผู้พูดไม่ควรพูดคำว่า  “ขอบคุณ”   เว้นแต่จำเป็นคนขอ

ขึ้นมาพูดหรือขอมาพูดเอง   ถ้าพูดได้ดีจริงผู้ฟังควรจะเป็นผู้ขอบคุณเมื่อพูดคำสุดท้าย  แล้วก็หยุดนิดหนึ่ง   ก้มศรีษะเล็กน้อยให้แก่คนฟังแล้วกลับไปนั่งที่   หรือเพื่อเป็นการโอภาปราศรัย  อาจกล่าวคำว่า  “สวัสดี”  แทน  “ขอบคุณ”  ก็ได้

               การพูดจะได้ผลดีหรือไม่เพียงไรนั้นมิได้อยู่กับผู้พูดแต่ฝ่ายเดียว   เพราะแม้ว่าผู้พูดจะมีความรู้ความสามารถดีเด่นเพียงใดก็ตาม   หากไม่รู้จักผู้ฟังของตนว่าชอบอย่างไร   สนใจอะไร  หรือไม่รู้เกี่ยวสถานการณ์ในการพูดครั้งนั้น   ผู้พูดจะไม่ประสบผลสำเร็จเลย   ผู้พูดที่ดีจึงควรรู้จักวิเคราะห์ผู้ฟังและสถานการณ์การพูดเสียก่อน

 

14.คุณธรรมและจรรยามารยาทของผู้พูด

          คุณธรรม  เมื่อสภาพนามธรรมประจำตัวของมนุษย์  อันเป็นผลจากการได้รับการศึกษา

อบรม   คุณธรรมเป็นเครื่องคอยกำกับจิตให้ตั้งอยู่ในทางที่ดีงาม   บุคคลย่อมพูดและกระทำไปในทางที่ถูกต้องและดีงามด้วย   ผู้ที่พูดและกระทำในทางที่ถูกต้องดีงามย่อมพูด  และกระทำไปในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์สุขทั้งแก่ตนเองและสังคม

            จรรยา  หรือ  จริยา  หมายถึง   การกระทำ   การพูด   การคิด   ที่มีคุณธรรมประจำใจควบไว้ให้ดีงามอยู่เสมอ  ซึ่งแยกออกได้เป็นกายจริยา   วจีจริยา   และมโนจริยา

            มารยาท  หมายถึง   กิริยาอาการ   เฉพาะทางกาย  และทางวาจา  ที่แสดงออกให้ปรากฏ

ตามแบบที่สังคมกำหนด   เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย  และงดงาม

 

15.วิธีแก้ไขความประหม่าตื่นเต้นไม่ให้เป็นอุปสรรคแก่การพูด

          การปฏิบัติตนเพื่อเอาชนะความประหม่าและตื่นเต้น   อันเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ตนเองนั้น   มีวิธีการดังนี้

              1) เตรียมซ้อมเรื่องที่จะพูดไว้ให้แม่นยำที่สุดเท่าที่จะทำได้   แต่ไม่ใช่ท่องจำทุกคำพูด  

              2) ให้ความสนใจในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราจะพูดไว้ให้มากพอ   เพ่งความสนใจ

ไปสู่เรื่องที่จะนำไปพูด   อย่าเพ่งมาที่ตัวเราเองมากนัก

              3) หาข้อมูลเกี่ยวกับคนฟังให้มากพอ   เพื่อจะได้ดัดแปลงเรื่องที่เราพูดให้เหมาะกับคนฟังให้มากที่สุด

                  4) ขณะที่พูด  พยายามพูดกับคนฟัง    อย่ามองไปที่สิ่งที่ไม่มีชีวิตอย่างอื่นในห้องนั้น  เช่น เพดานห้อง  อย่าพูดข้ามศรีษะคนฟังไปหมด   

                  5) พยายามทรงตัวให้ดี   ขณะที่พูด   อย่าลืมว่าทุกส่วนของร่างกายมีส่วนช่วยส่งสารไป

ยังผู้ฟังพร้อมๆ  กับคำพูดนั้นเอง   การทรงตัวให้สมดุลจะทำให้ผู้พูดเองรู้สึกมั่นใจ

                  6) ตั้งใจไว้ให้มั่นคงเสมอว่า   จะพยายามพูดให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน

 

16.ทางรวบรัดสู่การเป็นนักพูดที่ดี

            ข้อแนะนำ  10  .   ในการฝึกฝนตนเองให้เป็นนักพูดที่ดี  ดงนี้

                        จงพูดเรื่องที่เรารู้ดีที่สุด

                        จงเตรียมตัวมาให้พร้อม

                        จงสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง

                        จงแต่งกายให้สะอาด   เหมาะสม   และเรียบร้อย

                        จงปรากฏกายอย่างกระตือรือร้น

                        จงใช้กิริยาท่าทางประกอบการพูด

                        จงสบสายตากับผู้ฟัง

                        จงใช้น้ำเสียงให้เป็นธรรมชาติ

                        จงใช้ภาษาของผู้ฟัง

                        จงยกตัวอย่าง   หรือแทรกอารมณ์ขัน

 

17. การพูดระหว่างบุคคล

 

            การพูดระหว่างบุคคลเป็นการพูดที่ไม่เป็นทางการ   ปกติทั้งผู้พูดและผู้ฟังมักไม่ได้เตรียมตัวล่วงหน้ามาก่อน   ไม่จำกัดสถานที่และเวลา   เนื้อหาไม่มีขอบเขตจำกัดแน่นอน  แต่เป็นการพูดที่เราต้องใช้มากที่สุด   และควรศึกษาฝึกฝนให้ใช้การได้คล่องแคล่ว   การพูดระหว่างบุคคลพอจะแยกได้เป็น    การทักทายปราศรัย   และการสนทนา  ฯลฯ  เป็นต้น

              1) การทักทายปราศรัย

                        ประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งการแย้มยิ้ม   เวลาที่คนไทยพบปะผู้ใดแม้จะเป็นคนแปลกหน้าก็ตาม    มักจะยิ้มให้ก่อนเป็นการทักทายปราศรัยหรือการใช้อวัจนภาษา   การที่เป็นผู้ยิ้มง่ายนี้เอง   ทำให้ผูกมิตรไมตรีกับผู้อื่นได้ง่าย    แต่ถึงอย่างไรการทักทายปราศรัยก็มีธรรมเนียมอยู่บ้าง  เช่น   กล่าวคำ  “สวัสดี  สบายดีหรือครับ”  เป็นการเริ่มต้น   นอกจากนี้ต้องใช้ความระมัดระวัง  ไม่ล่วงล้ำก้าวก่ายในเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น   ทั้งโดยเจตนาหรือไม่เจตนามิฉะนั้น   การทักทายปราศรัยก็จะไม่ช่วยสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกันแก่ผู้ที่ไม่เคยรู้จักกัน   การทักทายปราศรัยควรปฏิบัติดังนี้   คือ

1)      ยิ้มแย้มแจ่มใสด้วยความรู้สึกยินดีที่ได้พบผู้ที่เราทักทาย

2)      กล่าวคำปฏิสันถารหรือทักทายตามธรรมเนียมนิยมที่ยอมรับกันในสังคม  เช่น

“สวัสดีครับ…”    “สวัสดีค่ะ….”

                             3) แสดงกิริยาอาการประกอบคำปฏิสันถาร    กิริยาอาการที่แสดงออกนั้นขึ้นอยู่กับฐานะบุคคลที่เราทักทาย   ถ้าเป็นบุคคลที่มีฐานะเสมอกัน   ก็อาจเพียงเป็นการยิ้มและผงกศรีษะเล็กน้อยซึ่งเรามักทำโดยไม่รู้ตัว   การจับมือกันแบบตะวันตกหรือจับแขนหรือตบไหล่เบาๆ ก็เป็นสิ่งที่พอจะทำได้  ถ้ารู้จักกันดี

                             4) ข้อความที่ใช้ประกอบการทักทายควรเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดความสบายใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย

          2) การสนทนา

                  ในชีวิตประจำวันของคนเรานั้น  จะมีการรับและส่งสารกันอยู่ตลอดเวลา   การรับสารส่งสารที่ทำได้รวดเร็ว   และทำง่ายที่สุดคือการสนทนา   มนุษย์ย่อมพอใจที่จะมีเพื่อนไว้ปรึกษาหารือพูดคุยกันเพื่อความรู้บ้าง   เพื่อความบันเทิงบ้าง    ฉะนั้นความสำคัญของการสนทนา คือ

                  1) เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน   เมื่อได้มีโอกาสสนทนากับคนต่างอาชีพ   ต่างศาสนา   ต่างฐานะ   ต่างระดับการศึกษาและต่างสภาพทางสังคม   ก็จะทำให้เรียนรู้การคิดอ่านของแต่ละคน  ก็จะทำให้รู้ลึกซึ้งถึงความคิดเห็นที่แตกต่างกันหรือเหมือนกัน

                  2) เป็นการเพิ่มพูนความรู้ประสบการณ์   การสนทนาแต่ละครั้งเราต้องการความรู้และประสบการณ์จากคู่สนทนาเพียงใด  ถ้าหากเราเป็นนักฟังที่ดีพร้อมทั้งคอยสนทนาจากคู่สนทนาอย่างมีจุดหมายก็จะได้รับความรู้ตามต้องการแน่นอน

                       3) เป็นการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น  การที่เราจะติดต่อกับบุคคลต่างๆ  ได้ดีทำให้เขาเข้าใจเราและเราเข้าใจเขา   ที่จะก่อให้เกิดความรักใคร่สมัครสมานสามัคคีได้อย่างแนบแน่นนั้น   ก็ต้องอาศัยการพูดจาหารือกับบุคคลทั่วไปดังคำประพันธ์ว่า

                                    สนทนา                                    พาที                             ดีกว่านิ่ง

                                    เพราะทุกสิ่ง                  เข้าใจได้                       ไม่กังขา

                                    จะคบใคร                     รักใคร                          ให้สนทนา

                                    แสวงหา                       มิตรใหม่                       ได้ทุกกาล

                       4) เป็นการสร้างความสามัคคีกลมเกลียวในหมู่คณะ  คนเราไม่ว่าในชีวิตครอบครัวหรือในวงการงาน   ถ้ามีเรื่องไม่เข้าใจกันอันเป็นบ่อเกิดแห่งความเข้าใจผิดซึ่งกันและกัน    หากมีการพูดคุยให้เข้าใจกันเสียจะทำให้ไม่เกิดการเข้าใจผิดต่อไปได้   

                       5) เป็นการประสานงานและประสานประโยชน์   การสนทนาพูดคุยกับบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างๆ เป็นการประสานงานที่ดีกว่าวิธีอื่นๆ  เพราะเป็นการติดต่อกันโดยตรงระหว่างบุคคลทั้งสองฝ่าย  สามารถสร้างความเข้าใจในความต้องการและรู้ความต้องการของกันและกันอย่างรวดเร็วทันใจ    ในหน่วยงานต่างๆ  ถ้าหัวหน้าหน่วยงานหมั่นประชุมปรึกษาหารือกับผู้ร่วมงานเป็นประจำและทำให้ผู้ร่วมงานเข้าใจ   ช่วยคิดแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ  ก็จะทำให้งานแต่ละหน่วยมีการประสานประโยชน์ได้ดียิ่งขึ้น

 

18.หลักการพูดโน้มน้าวใจ

            การโน้มน้าวใจ   ซึ่งเป็นพฤติกรรมการสื่อสารอย่างหนึ่งก็คือ   การใช้ความพยายามเปลี่ยนความเชื่อ   ทัศนคติ  ค่านิยม  และการกระทำของบุคคลอื่น   โดยใช้กลวิธีที่เหมาะสมให้มีผลกระทบใจของบุคคลนั้นทั้งโดยวัจนภาษาและอวัจนภาษา   จนเกิดการยอมรับและยอมเปลี่ยนตามที่ผู้

โน้มน้าวใจประสงค์  เช่น  การโฆษณาสินค้า, การหาเสียงของ ส.ฯลฯ เป็นต้น

              การโฆษณาสินค้า  เป็นการพูดจูงใจผู้ซื้อสินค้าให้เกิดสนใจ  หรือยอมรับสินค้า  หรือบริการของผู้โฆษณา

              การโฆษณาหาเสียง  เป็นการพูดจูงใจให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือศรัทธา   ในตัวผู้พูดและนโยบายของผู้พูด   ได้แก่   การพูดหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร   เป็นต้น

              การโฆษณาความคิดเห็น   หรือ   การพูดโน้มน้าวจิตใจให้ผู้อื่นคล้อยตาม  การโฆษณาความคิดเห็นเป็นการพูดโน้มน้าวใจให้ผู้ฟังเปลี่ยนความคิดทัศนคติ   ค่านิยม  ซึ่งฝังลึกอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของผู้ฟังแล้วหัน    มาสนใจและยอมรับความคิดเห็นของผู้พูด   และกระทำตามความประสงค์ของผู้พูด   ได้แก่   การประชุมหรือการอภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร

                            

19.การพูดเพื่อจรรโลงใจ

            การพูดจรรโลงใจเป็นการพูดที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อบอกเล่า   สิ่งที่เป็นนามธรรมให้ผู้ฟังมีความรู้สึกที่สูงส่ง   ดีงาม   และให้ได้รับคุณค่าด้านจิตใจ

            ลักษณะการพูดจรรโลงใจ

                  การพูดจรรโลงใจมีลักษณะแบบบอกเล่า   และผู้พูดใช้หลักทั่วไปของการพูดต่อชุมชน  แต่ผู้พูดจะต้องปรับการพูดให้เหมาะสมกับสถานการณ์   หรือโอกาสของการพูดแต่ละครั้ง

                  การพูดจรรโลงใจเป็นการพูดที่ไม่มุ่งเน้นการให้ความรู้   หรือโน้มน้าวจิตใจผู้ฟังให้เชื่อตามถ้อยคำของผู้พูด   แต่การพูดจรรโลงใจเป็นการพูดที่ทำให้ผู้ฟังได้รับความพึงพอใจ   ได้ผ่อนคลายอารมณ์  และทำให้มีความสุขและความเพลิดเพลิน  การพูดจรรโลงใจในโอกาสต่างๆ กัน เช่น การกล่าวคำปราศรัย  การกล่าวแสดงความยินดีและไมตรีจิต  และการกล่าวสั่งสอนหรือให้โอวาท

            หลักการพูดจรรโลงใจ

               การพูดจรรโลงใจมีกระบวนการพูด   ดังต่อไปนี้

                        1) พูดตามจุดมุ่งหมายของการพูดจรรโลงใจ   ให้เหมาะกับสถานการณ์   โอกาส   เวลาในการพูด

                   2) พูดโดยคำนึงถึงผู้ฟัง   ผู้พูดควรพูดให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกที่สูงส่ง   ดีงาม   และชี้ให้เห็นถึงอุดมคติ   หรือให้เห็นแนวทางในการดำเนินชีวิตจะทำให้ได้รับคุณค่าและประโยชน์การฟัง

                        3) สร้างบรรยากาศในการพูด    โดยแทรกอารมณ์ขันที่ทำให้ผู้ฟังผ่อนคลายหรือมีอารมณ์สุนทรี

                        4) ใช้ถ้อยคำภาษา   อ้างอิง   คำคม   หรือยกตัวอย่างต่างๆ  เป็นอุทาหรณ์ที่ชัดเจนและตรงกับประสบการณ์   ความสนใจ   และทัศนคติของผู้ฟัง

          ประเภทและตัวอย่างการพูดจรรโลงใจ

                การพูดจรรโลงใจแบ่งออกเป็น   3   ประเภท   คือ

                   1) พูดจรรโลงใจให้คลายทุกข์  การพูดจรรโลงใจให้บุคคลที่มีความทุกข์ได้คลายทุกข์จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง  ทำให้บุคคลมีกำลังใจที่จะต่อสู้อุปสรรคต่อไป   การพูดจรรโลงใจจึงช่วยปลุกปลอบใจให้ผู้มีความทุกข์   มีกำลังใจที่จะสร้างสรรค์ต่างๆ  อันเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยไม่ท้อถอยแม้จะมีอุปสรรคสักเพียงใด

                   2) พูดจรรโลงให้เพิ่มสุข  การพูดจรรโลงให้ผู้ฟังมีความสุข   การทำได้โดยการบอกเล่าเรื่องที่สนุกสนานแต่มีสาระประโยชน์ผู้ฟังจะเกิดความรู้สึกเพลิดเพลิน  และมองเห็นโลกนี้สวยงามน่าอยู่  ในขณะเดียวกันก็ได้รับแนวคิดที่ดีจากการฟังอีกด้วย

                        เรื่องที่นำมาพูดจรรโลงใจให้ผู้ฟังมีความสุข   ได้แก่  นิทานสนุกๆ  การแนะนำหนังสือหรือแนะนำให้ฟังเพลงหรือดูละคร   การท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ   เป็นต้น

                        3) พูดจรรโลงใจให้คติข้อคิด  การพูดจรรโลงใจให้คติข้อคิดแก่ผู้ฟัง  เป็นการพูดที่ทำให้ผู้ฟังเกิดกำลังใจที่จะทำความดีหรือนำข้อคิดต่าง ๆ  จากการฟังไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ได้

            การพูดให้คติข้อคิดมักจะมีลักษณะเป็นการพูดสั่งสอน  หรือให้โอวาทในโอกาสสำคัญ ๆ

หรือเมื่อเกิดเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดขึ้น   ซึ่งผู้พูดจะนำเอาเหตุการณ์นั้นมาบอกเล่าแก่ผู้ฟัง โดยมี

จุดมุ่งหมายในการพูดเพื่อให้ผู้ฟังได้แง่คิดและนำข้อคิดต่าง ๆ  ไปพิจารณา  หรือนำไปปฏิบัติต่อไป

 

20. การพูดในโอกาสต่างๆ

            การพูดในโอกาสสำคัญ ๆ  เป็นการพูดที่เราได้พบบ่อย ๆ  ในชีวิตประจำวันของคนเรา  โดยเฉพาะบุคคลที่ได้รับยกย่องสรรเสริญจากบุคคลในสังคมต่าง ๆ  ย่อมมีโอกาสได้รับเชิญให้พูดในโอกาสสำคัญ ๆ  ที่มีการจัดงานหรือจัดกิจกรรมต่าง ๆ  ทางสังคมขึ้น   เมื่อเป็นเช่นนี้  บุคคลที่เป็นผู้นำในทางสังคม   หรือเป็นผู้นำในหน่วยงานต่าง ๆ  จะต้องฝึกฝนตนเองในการพูดในลักษณะต่างๆไว้  การพูดในโอกาสต่างๆ  ที่ถือว่ามีความสำคัญควรจะต้องฝึกฝนตนเองเอาไว้

            การพูดในโอกาสต่าง ๆ  เท่าที่เห็นมีอยู่เสมอนั้น  มีดังนี้

                  1) การปฏิบัติหน้าที่โฆษก               6)  การกล่าวคำสดุดี

                  2) การปฏิบัติหน้าที่พิธีกร                7)  การให้โอวาท

                  3) การกล่าวแนะนำผู้พูด                 8)  การกล่าวคำปราศรัย

                  4) การกล่าวขอบคุณผู้พูด               9)  การกล่าวคำต้อนรับ

                  5) การกล่าวอวยพร                                    10)  การกล่าวเลี้ยงส่งข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่

          1. การปฏิบัติหน้าที่โฆษก

        ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นโฆษก   นอกจากจะเป็นผู้ที่มีลีลาการพูดที่น่าฟังแล้ว   จะต้องเป็น

ผู้ที่มีไหวพริบและปฏิภาณดี    สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ  ได้อย่างแคล่วคล่องว่องไว  ปราศจากความเก้อเขิน   มีอารมณ์รื่นเริงและแจ่มใสอยู่เสมอ

                 โฆษกที่ดีนั้นจะต้องมีลักษณะดังนี้

                        1) มีความสง่าผ่าเผย

                        2) เสียงดัง  ชัดเจน  นุ่มนวล  และหนักแน่น

                        3) ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

                        4) มีมารยาทในการใช้ถ้อยคำดี

                        5) รู้จักเลือกใช้ถ้อยคำ   และเลือกเรื่องที่จะนำมาพูดได้อย่างเหมาะสม

                        6) ไม่ใช้ถ้อยคำจำเจและซ้ำซาก

                        7) นำเรื่องที่จะพูดให้น่าสนใจ

                        8) ให้เกียรติผู้รับเชิญ  และแนะนำเรื่องที่จะพูดให้น่าสนใจ

          2. การปฏิบัติหน้าที่พิธีกร

                  พิธีกร  เป็นบุคคลสำคัญในการชักนำให้การพูดแต่ละครั้งไปสู่จุดมุ่งหมายที่วางไว้   บาง

ครั้งพิธีกรตั้งอยู่ในฐานะเป็นประธาน  ในที่ประชุม  ผู้ทำหน้าที่เป็นพิธีกรจะต้องมีความรอบรู้รอบคอบ  ละเอียดลออ  จะต้องพร้อมไปด้วยคุณสมบัติและรู้หน้าที่ดังต่อไปนี้

              คุณสมบัติของพิธีกร

                        1) ต้องได้รับการฝึกพูดมาแล้วพอสมควร