บทที่  4

 

การอ่าน

 

1. ความหมายของการอ่าน

 

            การอ่านเป็นพฤติกรรมการรับสารที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการฟัง   ปัจจุบันมีผู้รู้นักวิชาการและนักเขียนนำเสนอความรู้  ข้อมูล  ข่าวสารและงานสร้างสรรค์  ตีพิมพ์ในหนังสือและสิ่งพิมพ์อื่น ๆ มาก   นอกจากนี้แล้วข่าวสารสำคัญ ๆ  หลังจากนำเสนอด้วยการพูด หรืออ่านให้ฟังผ่านสื่อ

ต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะตีพิมพ์รักษาไว้เป็นหลักฐานแก่ผู้อ่านในชั้นหลัง ๆ

            ความสามารถในการอ่านจึงสำคัญและจำเป็นยิ่งต่อการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในสังคมปัจจุบัน  จะเห็นได้ว่า  องค์การระดับนานาชาติ  เช่น  องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)  จะใช้ความสามารถในการรู้หนังสือของประชากรประเทศต่าง ๆ เป็นดัชนีวัดระดับการพัฒนาของประเทศนั้น ๆ 

            มีผู้ให้คำจำกัดความหรือความหมายของการอ่านไว้ต่าง ๆ กัน ดังนี้

            มอร์ติเมอร์  เจ  แอดเล่อร์  (Mortimer  J.  Adler)   กล่าวว่า   การอ่าน  หมายถึง  กระบวนการตีความหมายหรือสร้างความเข้าใจจากตัวอักษรหรือสัญลักษณ์อื่น ๆ

            รูธ  ทูซ  (Ruth  Tooze)  ได้กำหนดความหมายของการอ่านไว้โดยสรุปว่า    การอ่าน

หมายถึง สิ่งต่อไปนี้

                  1) การเข้าสู่แหล่งสำหรับการมีชีวิตอยู่และการเรียนรู้ที่สมบูรณ์

                  2) การก่อให้เกิดความจรรโลงใจและจิตใจที่ดี

                  3) การอ่านเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดในด้านศิลปะเกี่ยวกับภาษาศาสตร์ ซึ่งมี 4 ประการ คือ  การฟัง  การพูด  การอ่าน  และการเขียน

                  4) การอ่านเป็นการช่วยส่งเสริมตัวเอง เป็นการปรับปรุงตัวเอง  ช่วยให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์

                  5) การอ่านเป็นการส่งเสริมอารมณ์ของแต่ละคนให้สัมพันธ์กับผู้อื่นในโลก เป็นการปรับปรุงตัวเองให้เข้ากับผู้อื่นได้

            เบอร์นาร์ด  ไอ  ชมิดท์  ( Bernard  I. Schmidt )  ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า  การอ่าน

เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนยุ่งยาก ยังมีความหมายที่แน่นอน  อาจเรียกได้ว่า เป็นทุกสิ่งทุกอย่างจากคำที่จำได้ไปสู่ความนึกคิดต่าง ๆ   การอ่านของแต่ละบุคคลย่อมแตกต่างไปตามสภาพของร่างกายสติปัญญาและอารมณ์  ในการอ่านข้อความเหมือนกัน  บุคคลสองคนจะมีความคิดต่างกัน

อัลเฟรด  สเตฟเฟอรุด ( Aifred  Stefferud )  ได้ให้ความจำกัดความของการอ่านไว้ว่า

การอ่าน เป็นการกระทำทางจิตใจที่ผู้อ่านยอมรับความหมาย จากความคิดเห็นของบุคคลอื่น

พอล  ดี  ลีดดี ( Paul  D. Leedy )  ให้นิยามการอ่านไว้ว่า  การอ่าน คือการรวบรวมความ

คิดและตีความตลอดจนประเมินค่าความคิดเหล่านั้นที่ปรากฏอยู่ตามสิ่งพิมพ์แต่ละหน้า

            เอดการ์   เดล ( Edgar dale )  ให้ความหมายไว้ว่า  การอ่าน   หมายถึง  กระบวนการ

ค้นหาความหมายจากสิ่งพิมพ์  เป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ของผู้อ่าน  การอ่านไม่ได้หมายความเฉพาะการมองผ่านแต่ละประโยคหรือแต่ละย่อหน้าเท่านั้น  แต่ผู้อ่านต้องเข้าใจความคิดนั้น ๆ ด้วย

จอร์จ ดี  สปาช และ พอล ชี เบอร์ก  (George D. Spache and Paul C. Berg ) 

กล่าวว่า  การอ่าน  เป็นการผสมผสานระหว่างทักษะหลายชนิด  เพื่อสร้างความเข้าใจ โดยเป็นไปตามจุดประสงค์  ตามต้องการ  และวิธีการของผู้อ่าน

          จากคำจำกัดความดังกล่าวมาแล้ว  อาจสรุปและเพิ่มเติมได้ดังนี้

      1) การอ่านเป็นกระบวนการค้นหาความหมายในสิ่งที่อ่าน

      2) การอ่านเป็นกระบวนการจับใจความจากสิ่งที่อ่าน

      3) การอ่านเป็นกระบวนการที่จะเข้าใจภาษาเขียน

      4) การอ่านเป็นกระบวนการถอดความจากภาษาเขียนมาเป็นภาษาในความคิด

      5) การอ่านเป็นทักษะที่รวมทักษะต่าง ๆ เข้าด้วยกัน  ได้แก่ ทักษะในการคิด  และ

ทักษะทางไวยากรณ์ คือ ด้าน  เสียง ศัพท์  โครงสร้าง และความหมาย

                  6) การอ่านเป็นกระบวนการค้นหาความหมายในสิ่งพิมพ์หรือข้อเขียน จับใจความ

ตีความ  เพื่อพัฒนาตนเองทั้งด้านสติปัญญา อารมณ์ และสังคม

 

2. ความสำคัญของการอ่าน

 

            ในสมัยโบราณที่ยังไม่มีตัวหนังสือใช้  มนุษย์ได้ใช้วิธีเขียนบันทึกความทรงจำและเรื่องราวต่าง ๆ เป็นรูปภาพไว้ตามฝาผนังในถ้ำ  เพื่อเป็นทางออกของอารมณ์  เพื่อเตือนความจำหรือเพื่อบอกเล่าให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วย แสดงถึงความพยายามและความปรารถนาอันแรงกล้าของมนุษย์ ที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ของตนเป็นสัญลักษณ์ที่คงทนต่อกาลเวลา

            จากภาพเขียนตามผนังถ้ำ  ได้วิวัฒนาการมาเป็นภาษาเขียนและหนังสือ ปัจจุบันนี้หนังสือกลายเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งต่อมนุษย์จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นปัจจัยอันหนึ่งในการดำรงชีวิตคนที่ไม่รู้หนังสือแม้จะดำรงชีวิตอยู่ได้ก็เป็นชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ ไม่มีความเจริญ ไม่สามารถประสบความสำเร็จใด ๆ ในสังคมได้  หนังสือและการอ่านหนังสือจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

           

3.จุดประสงค์ของการอ่าน

 

            ในการอ่านบุคคลแต่ละคนจะมีจุดประสงค์ของตนเอง คนที่อ่านข้อความเดียวกันอาจมี

จุดประสงค์หรือความคิดต่างกัน   โดยทั่วไปจุดประสงค์ของการอ่านมี   3   ประการ  คือ

 

                  1) การอ่านเพื่อความรู้

                        ได้แก่  การอ่านหนังสือประเภทตำรา   สารคดี   วารสาร   หนังสือพิมพ์  และข้อความต่าง ๆ เพื่อให้ทราบเรื่องราวอันเป็นข้อความรู้ หรือเหตุการณ์บ้านเมือง  การอ่านเพื่อความรอบรู้เป็นการอ่านที่จำเป็นที่สุดสำหรับครู เพราะความรู้ต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมอยู่ทุกขณะ แม้จะได้ศึกษามามากจากสถาบันการศึกษาระดับสูง ก็ยังมีสิ่งที่ยังไม่รู้และต้องค้นคว้าเพิ่มเติมให้ทันต่อความก้าวหน้าของโลกข้อความรู้ต่าง ๆ อาจมิได้ปรากฏชัดเจนในตำรา  แต่แทรกอยู่ในหนังสือประเภทต่าง ๆ แม้ในหนังสือประเภทบันเทิงคดีก็จะให้เกร็ดความรู้ควบคู่กับความบันเทิงเสมอ

                       

                  2) การอ่านเพื่อความคิด

                        แนวความคิดทางปรัชญา วัฒนธรรม จริยธรรม และความคิดเห็นทั่วไป  มักแทรกอยู่ในหนังสือแทบทุกประเภท  มิใช่หนังสือประเภทปรัชญา หรือจริยธรรมโดยตรงเท่านั้น   การศึกษาแนวคิดของผู้อื่น เป็นแนวทางความคิดของตนเอง และอาจนำมาเป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินชีวิตหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต ผู้อ่านจะต้องใช้วิจารณญาณในการเลือกนำความคิดที่ได้อ่านมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ในบางเรื่องผู้อ่านอาจเสนอความคิดโดยยกตัวอย่างคนที่มีความคิดผิดพลาด เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้อ่านได้ความยั้งคิด   เช่น  เรื่องพระลอ แสดงความรักอันฝืนทำนองคลองธรรมจึงต้องประสบเคราะห์กรรมในที่สุด ผู้อ่านที่ขาดวิจารณญาณมีความคิดเป็นเรื่องจูงใจให้คนทำความผิด

นับว่าขาดประโยชน์ทางความคิดที่ควรได้ไปอย่างน่าเสียดาย    การอ่านประเภทนี้จึงต้องอาศัย

การศึกษาและการชี้แนะที่ถูกต้องจากผู้มีประสบการณ์ในการอ่านมากกว่า ครูจึงต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านเพื่อความคิดของตนเอง และเพื่อชี้แนะหรือสนับสนุนนักเรียนให้พัฒนาการอ่านประเภทนี้

                       

 

                  3) การอ่านเพื่อความบันเทิง

                        เป็นการอ่านเพื่อฆ่าเวลา  เช่น  ระหว่างที่คอยบุคคลที่นัดหมาย  คอยเวลารถไฟออก เป็นต้น หรืออ่านหนังสือประเภทบันเทิงคดีในเวลาว่าง  บางคนที่มีนิสัยรักการอ่าน  หากรู้สึกเครียดจากการอ่านหนังสือเพื่อความรู้  อาจอ่านหนังสือประเภทเบาสมองเพื่อการพักผ่อน  หนังสือประเภทที่สนองจุดประสงค์ของการอ่านประเภทนี้มีจำนวนมาก เช่น  เรื่องสั้น  นวนิยาย  การ์ตูน วรรณคดีประเทืองอารมณ์   เป็นต้น

            จุดประสงค์ในการอ่านทั้ง 3 ประการดังกล่าว  อาจรวมอยู่ในการอ่านครั้งเดียวกันก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องแยกจากกันอย่างชัดเจน

           

4. คุณค่าของการอ่าน

 

            ในการส่งเสริมการอ่าน ครูควรชี้ให้นักเรียนเห็นคุณค่าของการอ่าน ซึ่งจะเป็นแนวทางในการเลือกหนังสือด้วย คุณค่าดังกล่าวมามีดังนี้

                       

                  1) คุณค่าทางอารมณ์

                        หนังสือที่ให้คุณค่าทางอารมณ์  ได้แก่  วรรณคดีที่มีความงามทั้งถ้อยคำ  น้ำเสียง ลีลาในการประพันธ์ ตลอดจนความงามในเนื้อหา  อาจเรียกได้ว่ามี  “รส”  วรรณคดี  ซึ่งตำรา

สันสกฤต กล่าวว่า  มีรส  9  รส คือ

                              1) รสแห่งความรักหรือความยินดี 

                              2) รสแห่งความรื่นเริง

                              3) รสแห่งความสงสาร

                              4) รสแห่งความเกรี้ยวกราด

                              5) รสแห่งความกล้าหาญ 

                              6) รสแห่งความน่ากลัวหรือทุกขเวทนา

                              7) รสแห่งความเกลียดชัง

                              8) รสแห่งความประหลาดใจ

                              9) รสแห่งความสงบสันติ

            ในวรรณคดีไทยก็แบ่งเป็น 4 รส คือ 

                              1) เสาวจนี                          การชมความงาม

                              2) นารีปราโมทย์                 การแสดงความรัก

                              3) พิโรธวาทัง                                  การแสดงความโกธรแค้น

                              4) สัลลาปังคพิไสย                          การคร่ำครวญ 

            หลายท่านคงเคยได้ศึกษามาแล้ว หนังสือที่มิใช่ตำราวิชาการโดยตรง  มักแทรกอารมณ์ไว้ด้วยไม่มากก็น้อย ทั้งนี้เพื่อให้น่าอ่านและสนองอารมณ์ของผู้อ่านในด้านต่าง ๆ

 

                  2) คุณค่าทางสติปัญญา

                        หนังสือดีย่อมให้คุณค่าทางด้านสติปัญญา อันได้แก่  ความรู้และความคิดเชิงสร้างสรรค์ มิใช่ความคิดในเชิงทำลาย ความรู้ในที่นี้นอกจากความรู้ทางวิชาการแล้วยังรวมถึงความรู้ทางการเมือง สังคม ภาษา และสิ่งต่าง ๆ  อันเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านเสมอ แม้จะหยิบหนังสือมาอ่านเพียง 2-3 นาที ผู้อ่านก็จะได้รับคุณค่าทางสติปัญญาไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง หนังสืออาจจะปรากฏในรูปของเศษกระดาษถุงกระดาษ แต่ก็จะ “ให้ ”  บางสิ่งบางอย่างแก่ผู้อ่าน   บางครั้งอาจช่วยแก้ปัญหาที่คิดไม่ตกมาเป็นเวลานาน  ทั้งนี้ย่อมสุดแต่วิจารณญาณและพื้นฐานของผู้อ่านด้วย  บางคนอาจมองผ่านไปโดยไม่สนใจ แต่บางคนอาจมองลึกลงไปเห็นคุณค่าของหนังสือนั้นเป็นอย่างยิ่ง  คุณค่าทาง

สติปัญญาจึงมิใช่ขึ้นอยู่กับหนังสือเท่านั้น หากขึ้นอยู่กับผู้อ่านด้วย

 

                  3) คุณค่าทางสังคม

                        การอ่านเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมาแต่เป็นโบราณกาล  หากมนุษย์ไม่มีนิสัยในการอ่าน วัฒนธรรมคงสูญสิ้นไป ไม่สืบทอดมาจนบัดนี้ วัฒนธรรมทางภาษา  การเมือง  การประกอบอาชีพ  การศึกษา  กฎหมาย ฯลฯ เหล่านี้  อาศัยหนังสือและการอ่านเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่และพัฒนาให้คุณค่าแก่สังคมนานัปการ  หนังสืออาจทำให้การเมืองเปลี่ยนแปลงไปได้ หากมีคนอ่านเป็นจำนวนมาก หนังสือและผู้อ่าน   จึงอาศัยกันและกันเป็นเครื่องสืบทอดวัฒนธรรมของมนุษย์ ในสังคมที่เจริญแล้ว   จะเห็นได้ว่า ในกลุ่มคนที่ไม่มีภาษาเขียน ไม่มีหนังสือ ไม่มีการอ่าน วัฒนธรรมของสังคมนั้นมักล้าหลัง  ปราศจากการพัฒนา   การอ่านจึงให้คุณค่าทางสังคมในทุกด้าน

                       

5. การอ่านสะกดคำ

            การอ่านในใจเรามักไม่คำนึงถึงการสะกดคำ เพราะมุ่งอ่านเนื้อความอย่างรวดเร็ว  แต่ในการอ่านออกเสียงนั้น   การสะกดคำ  มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ผู้อ่านจำเป็นต้องอ่านให้ถูกต้องตามพจนานุกรม หรือการอ่านชื่อเฉพาะ  

 

 

            ในพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.. 2525 ได้กำหนดคำอ่านไว้โดยอาศัยการเทียบแนวภาษาเดิมที่เป็นคำบาลี-สันสกฤต หรือคำที่อ่านตามความนิยมมาจนเป็นที่ยอมรับทั่วไปก็อนุโลมให้อ่านได้เป็นบางกรณี แต่มิใช่จะอ่านตามความสะดวกได้เสมอไป

            ขอยกตัวอย่างเพื่อให้เป็นแนวทางในการอ่านและเพื่อให้เกิดความระมัดระวังในการอ่านคำอื่น หากคำใดไม่แน่ใจให้นิสิต  เปิดดูคำอ่านในพจนานุกรมได้ เช่น คำต่อไปนี้

 

คำ

อ่านว่า

กรณี                                        

กรรมาธิการ                 

กลอุบาย

กาลเวลา

กาลสมัย

เกียรติประวัติ

ขวนขวาย

คมนาคม

คุณค่า 

คุณโทษ

คุณภาพ

คุณวุฒิ

คุณสมบัติ

โฆษณา

จรรยา 

จักรเพชร

ฉัตรมงคล

เฉลิมพระชนมพรรษา

ชลประทาน

ดาษดา           

ดาษดื่น           

กะ-ระ-นี

กำ-มา-ทิ-กาน

กน-อุ-บาย

กาน-เว-ลา

กา-ละ-สะ-ไหม

เกียด-ติ-ประ-หวัด

ขวน-ขวาย   ( ขว ออกเสียงควบกัน )

คะ-มะ-นา-คม

คุน-ค่า

คุน-โทด

คุน-นะ-พาบ

คุน-นะ-วุด-ทิ

คุน-นะ-สม-บัด

โคด-สะ-นา

จัน-ยา

จัก-เพ็ด

ฉัด-ตระ-มง-คน

ฉะ-เหลิม-พระ-ชน-มะ-พัน-สา

ชน-ละ-ประ-ทาน

ดาด-สะ-ดา

ดาด-ดื่น

                                                           

คำ

อ่านว่า

ทารุณกรรม

ทิวทัศน์           

ธนบัตร

ธรรมาสน์

นามธรรม

บรรพชา

บรรยากาศ

บรรยาย

บำราบ

บุณฑริก

โบราณคดี

โบราณวัตถุ

ปรปักษ์           

ปรโลก

ประกาศนียบัตร

ประวัติการณ์                                       

ปราชัย

ปรัชญา           

ปริญญา

ปริตร   

ผรุสวาท

ผลิตภัณฑ์

พระบรมราชโองการ

พระบรมราชนีนาถ

พลการ

พลความ

ทา-รุน-นะ-กำ

ทิว-ทัด

ทะ-นะ-บัด

ทำ-มาด

นาม-มะ-ทำ

บัน-พะ-ชา

บัน-ยา-กาด

บัน-ยาย

บำ-หราบ

บุน-ดะ-ริก

โบ-ราน-นะ-คะ-ดี

โบ-ราน-นะ-วัด-ถุ

ปอ-ระ-ปัก / ปะ-ระ-ปัก

ปอ-ระ-โลก / ปะ-ระ-โลก

ประ-กา-สะ-นี-ยะ-บัด

ประ-หวัด-ติ-กาน

ปะ-รา-ชัย

ปรัด-ยา

ปะ-ริน-ยา

ปะ-หริด

ผะ-รุด-สะ-วาด

ผะ-หลิด-ตะ-พัน

พระ-บอ-รม-ราด-ชะ-โอง-กาน

พระ-บอ-รม-มะ-รา-ชะ-นี-นาด

พะ-ละ-กาน

พน-ละ-ความ

                        คำ

อ่านว่า

พลีชีพ 

พิษฐาน           

พืชมงคล

ภูมิฐาน

ภูมิธรรม

ภูมิประเทศ

ภูมิลำเนา

ภูมิภาค           

มณฑป

มรณกรรม

มรรยาท

ยุคลบาท

รสนิยม

รูปธรรม

ศฤงคาร

สมรรถภาพ

2501

สัปดาห์           

อาสาฬหบูชา

ภรรยา  (อ่านได้ 2 อย่าง)

มูลฐาน

มูลเหตุ

พะ-ลี-ชีพ

พิด-สะ-ถาน

พืด-ชะ-มง-คน

พูม-ถาน

พูม-ทำ

พู-มิ-ประ-เทด

พูม-ลำ-เนา

พู-มิ-พาก

มน-ดบ

มอ-ระ-นะ-กำ

มัน-ยาด

ยุ-คน-ละ-บาด

รด-นิ-ยม

รูบ-ปะ-ทำ

สริง-คาน

สะ-มัด-ถะ-พาบ

สอง-พัน-ห้า-ร้อย-เอ็ด

สับ-ดา

อา-สาน-หะ-บู-ชา

1. พัน-ยา         2. พัน-ระ-ยา

1.  มูน-ถาน      2.  มูน-ละ-ถาน

1. มูน-เหด        2. มูน-ละ-เหด

 

                                                                       

 

            นี้เป็นเพียงตัวอย่างที่ยกมาให้นิสิต ได้ศึกษาเท่านั้น   ขอให้นิสิตไปศึกษาเพิ่มเติมจากหนังสือพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. 2525             

 

6.บทบาทของการอ่านที่มีต่อมนุษย์

           

            การอ่านหนังสือมีบทบาทสำคัญในยุคปัจจุบันนี้มาก อาจกล่าวได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการศึกษาเล่าเรียน   การประกอบอาชีพ    ด้านบุคลิกภาพ  นันทนาการและด้านพัฒนาสังคมและประเทศชาติ ถึงจะมีสื่อมวลชนอื่น เช่น  วิทยุกระจายเสียง  โทรทัศน์ ที่เสนอข่าวสารต่าง ๆ ได้รวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์  คนเราก็ต้องอ่านหนังสืออยู่นั้นเอง เพราะว่าให้รายละเอียดต่าง ๆ ได้มากกว่า

            สุวิมล โฮมวงศ์ ( 2535 ) ได้ให้ความเห็นของบทบาทของการอ่านที่มีต่อมนุษย์ดังนี้

                       

                  1) บทบาทด้านการศึกษา  

                        การเรียนในระดับอุดมศึกษา นิสิตจะต้องศึกษาจากตำรับตำราที่มีอยู่ในห้องสมุดเป็นส่วนใหญ่ซึ่งต้องใช้การอ่านเป็นประจำ ผู้ที่อ่านมากย่อมได้เปรียบกว่าผู้ที่อ่านน้อย และผู้ที่อ่านเก่งย่อมอ่านหนังสือได้รวดเร็วสามารถเข้าใจเรื่องราวที่อ่านจับใจความได้ถูกต้องแม่นยำ รู้จักวิธีอ่านหนังสือว่าเล่มไหนควรใช้วิธีอ่านอย่างไร สามารถประเมินผลจากสิ่งที่ตนอ่านรวมทั้งมีวิจารณญาณในการอ่านสามารถวิจารณ์ได้  ดังนั้น ผู้ที่อ่านเป็นเท่านั้นจึงจะสามารถได้รับความรู้และประสบผลสำเร็จในการศึกษาเล่าเรียน

                       

                  2) บทบาทด้านอาชีพ   

                   การอ่านผูกพันอยู่กับบุคคลทุกอาชีพที่มุ่งหวังความเจริญก้าวหน้าเพราะผู้ประกอบอาชีพที่ดีนั้นจำเป็นต้องขวนขวายหาความรู้เพื่อเพิ่มพูนปรับปรุงสมรรถภาพในการทำงานของตนอยู่เสมอ  ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าการงานทุกชนิดก็ต้องมีการแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลา  บุคคลที่พยายามก้าวไปข้างหน้าเท่านั้นจึงจะมีชัยในการแข่งขัน บุคคลที่ฉลาดและยึดหนังสือเป็นหลักโดยการอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับอาชีพนั้น ๆ  ย่อมทำให้บุคคลเหล่านั้นมีความรู้กว้างขวางและประสบผลสำเร็จในการประกอบอาชีพของตนเองได้อย่างมีความสุข

 

                  3) บทบาทด้านการปรับปรุงบุคลิกภาพ

                        สภาพสังคมในสมัยนี้  มีความยุ่งยากสลับซับซ้อนและมีปัญหาของสังคมมากมาย จนทำให้คนบางคนประสบชะตากรรมที่น่าสงสารอย่างยิ่ง เป็นต้นว่าไม่อยากสมาคมกับใคร ๆ เพราะคิดว่าตนเองมีปมด้อย  บางคนไม่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหา  ไม่กล้าร่วมกิจกรรมทางด้านสังคมกับเพื่อนฝูง กลายเป็นคนเหงาหงอย  ถ้าหากบุคคลผู้มีปัญหาดังกล่าว  ได้กลับมาสนใจในการอ่านหนังสือประเภทสังคมศาสตร์  จริยศาสตร์  จิตวิทยา  การตอบและแก้ไขปัญหาชีวิต ก็จะทำให้

สุขภาพจิตดีขึ้น และยังจะช่วยให้รู้จักวิธีการวางตัวได้อย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับ

สภาพแวดล้อมของสังคมนั้น ๆ อย่างมีความสุขทำให้เป็นคนมองโลกในแง่ดีเสมอ

 

                  4) บทบาทด้านนันทนาการ

                        ในปัจจุบันนี้การเสาะแสวงหาความบันเทิงเริงรมย์เป็นไปได้โดยง่ายและมีหลายรูปแบบ เช่น การดูภาพยนตร์  โทรทัศน์  และการฟังเพลง เป็นต้น  แต่มีอีกแบบหนึ่งที่เป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด นั่นคือ การอ่านหนังสือ  อาจจะเป็นหนังสือโบราณคดี  กวีนิพนธ์ สารคดี นวนิยาย  หนังสือพิมพ์รายวัน  นอกจากจะทำให้ผู้อ่านได้รับความรู้ ความบันเทิงแล้ว ยังจะเป็นทักษะฝึกการอ่านอีกด้วย

 

                  5) บทบาทด้านพัฒนาสังคมและพัฒนาประเทศ

                        การพัฒนาประเทศจะประสบผลสำเร็จได้นั้น   ประเด็นสำคัญอยู่ที่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นเบื้องต้น  กล่าวคือ  ให้ประชาชนมีการศึกษา เป็นผู้รู้หนังสือในระดับที่พอจะเป็นพื้นฐานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและการพัฒนาประเทศต่อไป     ทั้งนี้เพราะการที่ประชากรเป็นผู้รู้หนังสือและมีนิสัยรักการอ่านย่อมจะมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้ชีวิตของคนเราประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและความเป็นอยู่ ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาตนเอง พัฒนาสังคม และพัฒนาประเทศชาติในที่สุด

                       

7. องค์ประกอบที่มีต่อการอ่าน

 

            ความสามารถในการอ่านของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอ่านได้รวดเร็วและเข้าใจ ในขณะที่อีกหลายคนอ่านได้ช้าและเกิดอุปสรรคในการอ่าน  การที่ผู้อ่านจะประสบความสำเร็จในการอ่านมากน้อยเพียงใดนั้นย่อมขึ้นอยู่กับองค์ประกอบที่สำคัญที่มีอิทธิพลต่อการอ่าน ดังต่อไปนี้

            วลัยภรณ์ อาทิตย์เที่ยง  ( 2529 )   ได้กล่าวถึงองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการอ่านอยู่  3 ลักษณะดังนี้

              1) ลักษณะของวัสดุการอ่าน   จะต้องไม่ปิดกั้นหรือเป็นกำแพงขวางความเข้าใจในการอ่านของผู้เรียนนั่นคือ  ใช้ภาษาให้เหมาะสมกับผู้อ่าน ไม่ใช้คำศัพท์ที่แปลกประหลาด คำศัพท์ที่เด็กไม่เคยรู้จัก หรือเป็นคำศัพท์ที่ยาวเกินความสามารถของเด็ก สำหรับหลักภาษาก็ควรใช้แต่สิ่งที่เด็กคุ้นเคยแล้วประโยคไม่ยาวเกินไปและไม่สลับซับซ้อน

              2) ลักษณะของผู้อ่าน   ความสามารถในการเข้าใจและตีความสิ่งที่อ่านจะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบที่สำคัญคือ

                   2.1 ระดับสติปัญญา  เด็กแต่ละคนจะมีความสามารถในการอ่านแตกต่างกันไปตามระดับสติปัญญาของตน เช่น เด็กบางคนไม่สามารถจดจำรายละเอียดของเนื้อเรื่องได้

บางคนไม่สามารถสรุปเรื่องที่อ่านได้ บางคนไม่เข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรม และบางคนไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างข้อเท็จจริงกับความคิดเห็นได้ หรือถ้าทำได้ก็คงต้องใช้เวลามาก ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้  ครูควรจะตรวจสอบเพื่อช่วยเด็กในการพัฒนาสมรรถภาพในการอ่านและจัด

ประสบการณ์ให้เหมาะสมกับระดับสติปัญญาของเด็ก

                   2.2 ความรู้ในด้านคำศัพท์  และโครงสร้างของภาษาซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อความเข้าใจ การสร้างความคิดรวบยอด และการสร้างจินตนาการเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน

                   2.3 ภูมิหลังในเรื่องความรู้และประสบการณ์  จะช่วยในการผสมผสานความคิดเดิมให้เข้ากับความคิดใหม่ ตลอดจน  การแปลความ ตีความ ขยายความและการประเมินค่าของสิ่งที่อ่าน

                   2.4 ร่างกาย  เด็กที่มีสุขภาพทางกายดีจะมีความสามารถในการเรียน  อ่านได้กว่าเด็กที่มีสุขภาพไม่ดีซึ่งต้องขาดเรียนบ่อย ๆ  ทำให้การเรียนอ่านล่าช้าออกไป  นอกจากนั้นสิ่งที่ครูจะต้องคำนึงถึงก็คือ  สายตาและการได้ยิน  เด็กที่มีสายตาผิดปกติ จะรู้สึกไม่อยากอ่านหนังสือและไม่รู้สึกเพลิดเพลินหรือพอใจกับสิ่งที่อ่าน  ส่วนเด็กที่มีความผิดปกติทางการได้ยิน   จะฟังคำอธิบายของครูไม่ได้ดีเท่าที่ควรเพราะจับใจความไม่ค่อยได้  และไม่เข้าใจความหมายของคำที่ครูให้อ่านซึ่งจะให้เกิดปัญหาในการอ่านต่อไป

                        2.5 อารมณ์  เป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญต่อการอ่านมาก  เพราะการอ่านที่ประสบผลสำเร็จนั้น ผู้อ่านจำเป็นต้องมีสมาธิในการอ่าน ถ้าเด็กมีความกังวลใจ หรือมีความกลัว  เด็กจะมีความรู้สึกต่อต้านอย่างรุนแรง ซึ่งจะขัดขวางสมาธิในการอ่านเป็นอย่างมากจนเป็นผลให้ประสบผลสำเร็จในการอ่านน้อยกว่าเด็ก ที่มีอารมณ์ดี หรือสุขภาพจิตดี

 

                  3) สภาพแวดล้อม    เด็กที่อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น สมาชิกในครอบครัวให้ความสำคัญกับการอ่าน มีการส่งเสริมการอ่าน  เด็กก็จะรู้คุณค่าของการอ่านและอ่านได้ดี เพราะได้พบเห็นและมีกิจกรรมการอ่านเป็นประจำ    นอกจากนี้โรงเรียนยังมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการอ่านของนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ  อันจะทำให้พัฒนาการทางด้านการอ่านดีเป็นไปตามลำดับและต่อเนื่อง

 

8. การอ่านทางวิทยุโทรทัศน์และในที่ชุมชน

           

            ทักษะการอ่านให้ผู้อื่นฟัง อันได้แก่ ทักษะการหายใจ ทักษะการใช้เสียง และทักษะการทรงตัว เป็นทักษะพื้นฐานให้การอ่านให้ผู้อื่นฟังโดยทั่วไป แต่ถ้าเป็นการอ่านทางวิทยุโทรทัศน์และในที่ชุมนุมชนที่เป็นทางการ  ยังต้องมีทักษะอื่น ๆ อีกหลายประการ  อาทิ

           

                  1) การแต่งกาย

                        ผู้ทำหน้าที่อ่านทางวิทยุโทรทัศน์ มักเป็นรายการ ข่าว  รายการอภิปราย  สัมภาษณ์ซึ่งเป็นทางการหรือกึ่งทางการ  การแต่งตัวจึงควรพิจารณาตามความเหมาะสม  ไม่ควรให้หรูหรามากนักเพราะมิใช่การแสดงละคร จุดสนใจของผู้ชมอยู่ที่เนื้อหาของการอ่าน มิใช่ที่เสื้อผ้าของผู้อ่านสีที่ใช้ไม่ควรลวดลายมาก เพราะจะทำให้ผู้ชมตาลาย  ไม่ควรใช้เนื้อผ้าที่เป็นมันระยับหรือเครื่องประดับที่แวววาวเกินไป เพราะจะสะท้อนแสงมาก การแต่งหน้าควรให้กลมกลืนกับผิว   สิ่งเหล่านี้แม้ไม่เกี่ยวกับการอ่านโดยตรง แต่ก็เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ เพราะมีผลต่อบุคลิกภาพของผู้อ่านด้วย

            การอ่านในที่ชุมนุมชน  เช่น  การอ่านสุนทรพจน์  ก็อาศัยหลักการแต่งกายเช่นเดียวกันคือ สุภาพ ไม่ฉูดฉาดบาดตาจนเกินไป

           

                  2) กิริยาอาการ

                        การอ่านทางวิทยุโทรทัศน์ ผู้ชมจะสังเกตสีหน้าและกิริยาอาการของผู้อ่านได้อย่างถนัดผู้อ่านควรวางสีหน้าอย่างสบายๆ อาจยิ้มน้อย ๆ ให้ดูเป็นธรรมชาติ การเคลื่อนไหวใบหน้าหรือร่างกายควรนุ่มนวล ไม่หลุกหลิก สายตาควรมองกล้องเป็นส่วนใหญ่ผู้ชมจะได้รู้สึกว่าพูดกับตน  การวางมือ การนั่ง หรือการยืน  ควรสุภาพและผ่อยคลาย ไม่ระมัดระวังจนกลายเป็นการเกร็งตัว ซึ่งจะทำให้ผู้ชมรู้สึกไม่สบายตา

 

                  3) การใช้สายตา

                        การอ่านทางวิทยุโทรทัศน์และในที่ชุมชน  ต่างกับการอ่านทางวิทยุกระจายเสียงหรืออ่านในกลุ่มมิตรสหาย  การอ่านที่ปรากฏอย่างเป็นทางการนั้น  ผู้อ่านจะต้องเงยหน้าสบตาผู้ชมเป็นระยะๆ ฉะนั้น จึงต้องมีทักษะการกรวดสายตาอ่านอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ มิใช่ก้มอ่านตลอดหรือเงยหน้าแล้วเสียจังหวะการอ่าน ไม่ว่าจะก้มหน้าหรือเงยหน้า การอ่านจะต้องราบรื่น ไม่สะดุดหรือติดขัดจนเป็นที่สังเกตได้ หากมีอุปสรรคในการอ่าน เช่น  กระแอมหรือสำลัก ควรกล่าวคำขออภัยแล้ว

อ่านต่อไป ไม่ควรตกใจจนลืมว่าอ่านถึงที่ใด เพราะจะทำให้หยุดชะงักอีก

 

9. แถลงการณ์

 

ตัวอย่างคำแถลงการณ์

 

 แถลงการณ์

 

เรื่อง     นายจ้างไม่ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงมหาดไทย

เรียน    พี่น้องประชาชนผู้รักความเป็นธรรม

 

            พวกเราเป็นคนงานของบริษัทไทยพัตราภรณ์  จำกัด     ซึ่งตั้งอยู่ถนนปู่เจ้าสมิงพราย  

. พระประแดง  จ. สมุทรปราการ  ดำเนินการท้อผ้า-ปั่นด้าย มากกว่า 40 ปี  พวกเรายื่นข้อเรียกร้องขอเพิ่มเติมสวัสดิการเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2535  แต่นายจ้างก็ยื่นข้อเรียกร้องสวนขอลด สวัสดิการของพนักงานลงอีก  ทั้งที่บริษัทมีกำไรมาโดยตลอดจึงทำให้ไม่อาจตกลงกันได้  พวกเราจึงประกาศ นัดหยุดงานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2535  จนถึงบัดนี้รวมเวลานานกว่า 10 เดือนแล้ว แต่ปัญหาก็ยังไม่อาจยุติลงได้

            พี่น้องประชาชนที่เคารพ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทยลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2536  ขอความร่วมมือไปยังนายจ้างให้ยุติปัญหาการเลิกจ้างการปิดงานและการนัดหยุดงานโดยให้กลับเข้าทำงานตามปกติ   ส่วนข้อเรียกร้องที่ตกลงกันไม่ได้ให้มาเจรจาภายหลังด้วยเหตุด้วยผล  แม้ข้อเรียกร้องของเราจะไม่ได้การตอบสนองแม้แต่ข้อเดียว พวกเราก็พร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติ  และรักษาไว้ซึ่งบรรยากาศการลงทุนที่ดี   โดยพวกเราได้แจ้งกลับเข้าทำงานต่อบริษัทฯ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2536  เป็นต้นไป เพื่อให้ปัญหาต่าง ๆ ได้ยุติลงโดยเร็ว

            พี่น้องที่เคารพ  ความสงบเรียบร้อยภายในชาติควรที่ทุกคนที่อาศัยผืนแผ่นดินไทยควรคำนึงถึงแต่นายจ้างบริษัทไทยพัตราภรณ์  จำกัด   กลับไม่คิดเช่นนั้น  เพราะภายหลังจากมีประกาศกระทรวงมหาดไทยออกมา  ทางนายจ้างก็ได้ประกาศปิดงานงดจ้างลูกจ้างกว่า  800  คน  ตั้งแต่วันที่  30  กรกฎาคม  2536  เป็นต้นไป  สวนประกาศกระทรวงมหาดไทยทันที   ซึ่งถือว่าบริษัทแห่งนี้

อหังการ์ต่อประกาศกระทรวงมหาดไทยมาก  ไม่สนใจและไม่ให้ความร่วมมือใด ๆ  กับกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาล

            เพื่อให้ปัญหายุติลงโดยเร็ว  ในการเจรจาเมื่อวันที่  สิงหาคม  2536  ที่ศาลากลางจังหวัดสุทรปราการ   ลูกจ้างพร้อมถอนข้อเรียกร้องทั้งหมด  และขอให้นายจ้างถอนข้อเรียกร้องของนายจ้างด้วยเช่นกัน      แต่ปรากฏว่านายจ้างไม่ยอมถอนข้อเรียกร้องและยืนยันจะลดสวัสดิการของลูกจ้างอยู่เช่นเดิม

            พวกเราคนงานบริษัทไทยพัตราภรณ์ จำกัด   เห็นว่าการกระทำของนายจ้างแห่งนี้  เป็นการสวนทางกับนโยบายของรัฐบาลจึงได้ทำหนังสือถึง  พลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  เพื่อให้ดำเนินการให้นายจ้างปกิบัติตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่  สิงหาคม  2536  และพลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ  ซึ่งเป็นผู้ลงนามในประกาศกระทรวงมหาดไทยรับปากว่า  ให้พวกเรามาฟังคำตอบในวันที่  สิงหาคม  2536  คือ  วันนี้

            ดังนั้น  พวกเราคนงานบริษัทไทยพัตราภรณ์  จำกัด  ทั้งหมด  จึงพร้อมใจกันมารอฟังคำตอบของ   พลเอกชวลิต   ยงใจยุทธ  ว่าจะทำให้นายจ้างบริษัทไทยพัตราภรณ์  จำกัด  ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงมหาดไทย  ที่ลงชื่อด้วยตัว พลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ  เองได้หรือไม่

 

                                                                                                            ด้วยจิตคารวะ

                                                                                                                  9/8/36

(แผ่นปลิวแจก  ณ  ที่ชุมนุม  ถนนราชดำเนินนอก  สิงหาคม  2536)

 

10.  ตัวอย่างบทสนทนา

 

            เรื่อง เล่า (มุขตลกถีบพม่าลงจากเครื่องบิน

 

 

          แก็ก…   ถีบพม่าลงจากเครื่องบิน   เนื้อเรื่องก็มีในทำนองว่ามีผู้โดยสาร  ชนชาติ  ได้แก่  ญี่ปุ่น  อเมริกา   พม่า   ไทยโดยสารเครื่องบินไปพร้อม ๆ กัน   ปรากฏว่า   เครื่องบินลำนั้น  มีปัญหา จึงต้องพยายามทำให้เครื่องบินเบาที่สุดด้วยการทิ้งสัมภาระทั้งหมดไปนอกเครื่อง  เพื่อเครื่องจะได้บินไปสู่จุดหมายปลายทางได้

            แต่เมื่อโยนสัมภาระทิ้งหมดลำแล้ว  สถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น  ผู้โดยสารจึงได้แสดงสปิริตยอมเสียสละชีวิตเพื่อส่วนรวมโดยมีขนชาติอเมริกันลุกขึ้นยืนพร้อมกับตะโกน  ประกาศขึ้นว่า

 

            “ เพื่อศักดิ์ศรีของประธานาธิบดีจอร์จ  วอชิงตัน    และเกียรติภูมิของประชาชนชาวอเมริกัน  ข้าพเจ้ายินดีจะเสียสละชีวิต”    ว่าแล้วก็กระโดลงจากเครื่องบินไป

            คนญี่ปุ่นเห็นดังนั้นทนไม่ได้   จึงลุกขึ้นประกาศก้อง

            “ เพื่อถวายความจงรักภักดีแด่จักรพรรดิฮิโรฮิโตและเลือดทระนงแห่งชาวอาทิตย์อุทัย ข้าพเจ้ายินดีสละชีวิต”           ว่าแล้วก็กระโดดลงจากเครื่องบินไป

            คยไทยเราผู้มีความกล้าหาญเป็นที่ร่ำลือไปทั่วโลกเห็นดังนั้นก็ลุกขึ้นยืนร้องประกาศดังไปทั่วเครื่องบินว่า

            “ เพื่อถวายความจงรักภักดีแด่พระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ข้าพเจ้าขอล้างแค้นแทนพระองค์ท่าน”     ว่าแล้วคนไทยคนนั้นก็ ถีบพม่าตกเครื่องบินลงไปในทันที

(ไพรถ เลิศพิริยกมล  2543 : 17-18, อ้างอิง จตุพล   ชมภูนิช   2535 : 93-95)

 

 

11. ตัวอย่างคำกราบบังคมทูลและพระบรมราโชวาท

 

คำกราบบังคมทูล

 

ของ ศาสตราจารย์สุดใจ  เหล่าสุนทร

อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

ประจำปีการศึกษา  2516-2517

วันที่  20  พฤศจิกายน  2517

ณ  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  พิษณุโลก

 

 

            ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม

 

            ณ  โอกาสที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ

ได้เสร็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาของมหาวิทยาลัย

ศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก  ตามหลักสูตรเดิม  แต่ครั้งมหาวิทยาลัยนี้ยังเป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษาและเมื่อเป็นมหาวิทยาลัยแล้วในครั้งนี้   นับเป็นมหามงคลยิ่ง  ข้าพระพุทธเจ้า  อาจารย์  นิสิต  ตลอดจนนักศึกษาต่างสำนึกซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอยู่ชั่วนิรันดร์

            ข้าพระพุทธเจ้า  ในนามของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  ขอพระราชทานพระบรมราช

วโรกาสกราบบังคมทูลพระกรุณาถวายรายงานจำนวนนิสิตนักศึกษา  ซึ่งสำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาการศึกษาบัณฑิตของมหาวิทยาลัยนี้เฉพาะที่พิษณุโลก  ในปีการศึกษา 2516  มีจำนวน  650  คน

และปีการศึกษา  2517  จนถึงเมื่อสิ้นภาคเรียนต้นมีจำนวน  154  คน  รวมผู้ที่จะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในครั้งนี้  804  คน

            มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  พิษณุโลก   ได้ดำเนินการสอนในระดับปริญญาทางการศึกษา โดยได้พยายามปรับปรุงให้ก้าวหน้าทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติตลอดมา  ยิ่งกว่านั้นยังได้ช่วยพัฒนาการศึกษาในระดับต่าง ๆ และช่วยส่งเสริมวัฒนธรรมของชาติไทยเพื่อรักษาไว้ซึ่ง

เอกลักษณ์แห่งท้องถิ่นและของชาติให้ดำรงอยู่โดยยั่งยืนตลอดไป

            อนึ่ง  ตามที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท  ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานทุนภูมิพลให้แก่มหาวิทยาลัยเพื่อเก็บดอกผลเป็นทุนการศึกษาแก่นิสิตนั้น  ในปีนี้มหาวิทยาลัยได้จัดสรรเป็นทุนให้แก่นิสิตปริญญาตรี รวม 16 ทุน ทุนละ 1,500  บาท โดยให้แก่นิสิตแห่งละ  ทุน

            บัดนี้  ได้เวลาอันเป็นอุดมมงคลแล้ว  ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส

กราบบังคมทูลอัญเชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม  พระราชทานทุนภูมิพลให้แก่นิสิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  พิษณุโลกและพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาของสถาบันแห่งนี้     ต่อแต่นั้น  ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระบรมราโชวาทแด่บรรดาบัณฑิตใหม่เพื่อเป็นสิริศุภมงคลสืบไป

 

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม  ขอเดชะ

 

 

 

 

12. ตัวอย่างพระบรมราโชวาท

 

พระบรมราโชวาท

 

ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา

ณ  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  พิษณุโลก

วันพุธที่  20  พฤศจิกายน  2517

 

        
          ข้าพเจ้าและพระราชินีมีความยินดีที่ได้มาร่วมในพิธีมอบปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ  พิษณุโลก  อีกครั้งหนึ่ง  และพอใจมากที่ได้ทราบตามรายงานว่า  นอกเหนือจากหน้าที่ตามปกติ   มหาวิทยาลัยได้ถือเป็นภาระอีกอย่างหนึ่งที่จะสร้างเสริมความเจริญและความมั่นคงของท้องถิ่นพร้อมกันไปด้วย   ขอแสดงความชื่นชมด้วยกับทุกคนที่ได้รับเกียรติและความสำเร็จ

            ท่านทั้งหลายต่างมีงานรอให้ทำอยู่มากมายตามสาขาวิชาที่เล่าเรียนมา  งานทั้งนี้ส่วนใหญ่จะได้แก่งานฝ่ายการศึกษา  ซึ่งเป็นปัจจัยการศึกษา  สำหรับสร้างความมั่นคงและความเจริญให้แก่ประเทศและประชาชนในการดำเนินงานด้านการศึกษานั้น  ปัจจุบัน  มีความคิดทฤษฎีอยู่มากทั้งเก่าและใหม่สำหรับให้ปฏิบัติ  ผู้สำเร็จการศึกษาซึ่งเป็นบัณฑิตเป็นผู้รู้  ควรจะมีหลักในการเลือกการประสม และการปฏิบัติทฤษฎีนั้น ๆ อย่างมีเหตุผล  เช่น  ไม่นำทฤษฎีมาใช้เพื่อทฤษฎี โดยมุ่งจะให้สำเร็จผลแห่งทฤษฎีนั้นเป็นที่ตั้งเพียงประการเดียว  เพราะผลที่เกิดขึ้นอาจเป็นผลที่ไม่พึงประสงค์ก็ได้ทางที่ถูกต้องใช้ความเป็นบัณฑิต  ผู้รู้ดีรู้ชั่ว  และความรู้จักศึกษาพิจารณาเลือกเฟ้นทฤษฎีเหล่านั้นก่อนแล้วนำเอาแต่ส่วนที่เชื่อได้แน่ว่าดีว่าถูกต้องมาใช้การให้ได้ผลพึงประสงค์จึงจะเกิดเป็นผลแก่การศึกษาของชาติ  ทำให้การศึกษาเจริญงอกงามและมั่นคง  ทั้งเหมาะและสอดคล้องแก่สภาพการณ์ทุกอย่างของประเทศ  ของโลกอย่างสมบูรณ์

 

            ข้าพเจ้าขออวยพรให้บัณฑิตทางการศึกษาทุกคนประสบความสำเร็จในชีวิต  มีความเจริญ

รุ่งเรืองในหน้าที่การงานทุกประการ   ทั้งขอให้ทุกท่านที่มาร่วมประชุมในงานนี้   มีความสุขสวัสดี

โดยทั่วกัน . ( ไพรถ เลิศพิริยกมล  2543 : 20-21, อ้างอิง : กมล  การกุศล  2521 : 126-131 )

           

13. ตัวอย่างสุนทรพจน์

 

สุนทรพจน์

 

ของ  ฯพณฯ  จอมพลถนอม  กิตติขจร  นายกรัฐมนตรี

ในโอกาสเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติ

แก่  ฯพณฯ  รองประธานาธิบดีแห่งสมาพันธ์สวิสและภริยากับคณะ

ณ  ทำเนียบรัฐบาล   

วันที่  20  เมษายน  2513

            ฯพณฯ  รองประธานาธิบดี  ฯพณฯ, ท่านสุภาพสตรี และสุภาพบุรุษ

            ข้าพเจ้ารู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาศกล่าวต้อนรับ ฯพณฯ รองประธานาธิบดีแห่งสมาพันธ์สวิส และมาดามคเนกิ ในคืนวันนี้ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์และประเทศไทยมีความสัมพันธ์อย่างผาสุกและอบอุ่นมาเป็นเวลาช้านาน และการมาเยือนของ ฯพณฯ ก็เป็นสิ่งแสดงอีกประการหนึ่งถึงความปรารถนา ในอันจะให้มีการกระชับมิตรภาพและความร่วมมือที่มีอยู่มานานระหว่างประเทศของเราทั้งสอง ข้าพเจ้าหวังว่า ฯพณฯ มาดามคเนกิ และคณะของท่าน  คงจะได้รับความสะดวกสบายระหว่างพำนักอยู่ในประเทศนี้

            เรามีความชื่นชมยินดีกับกำลังใจอันแน่วแน่ และความชำนาญการอย่างมีระเบียบของประชาชนชาวสวิสผู้ที่ไม่รู้จักท้อถอยงานฝีมืออันละเอียดประณีตของชาวสวิส เป็นสิ่งมหัศจรรย์ในทางการผลิตในโลกทุกวันนี้ และนาฬิกา ตลอดจนเครื่องกำหนดเวลา อันเป็นที่นิยมชมชอบรู้จักใช้กันอย่างแพร่หลายในโลก

            อนึ่ง  นโยบายเป็นกลางอย่างแท้จริง และการทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ในกิจการระหว่างประเทศของรัฐบาล ของ ฯพณฯ ท่ามกลางความฝันแปรของโลกที่กำลังประสบความยุ่งยากนี้ทำให้ประชาชาติสวิสได้รับความนิยมนับถืออย่างจริงใจจากประชาชาติอื่น ๆ รวมทั้ง ประเทศไทยซึ่งได้พยายามทำให้ประชาชาติต่าง ๆ มีความรู้สึกในอันที่จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในส่วนภูมิภาคและนำมาซึ่งสันติและความสงบสุขต่อภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก

            พวกเราในประเทศไทย ยังมีเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะชื่นชมยินดีต่อความผูกพันอย่างใกล้ชิด และฉันมิตร กับรัฐบาลของ ฯพณฯ และชนชาติสวิส  เนื่องมาจากความจริงที่ว่า

พระมหากษัตริย์  ผู้ทรงเป็นที่เทิดทูนของเรา ได้ประทับอยู่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อยู่ตลอดเวลา

ส่วนใหญ่ ขณะที่ยังทรงพระเยาว์มีคนไทยผู้มีเกียรติหลายคนได้รับการศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาชั้นสูง ณ ที่นั้น  ยิ่งกว่านั้นสวิตเซอร์แลนด์ยังเป็นที่รู้จักกันในด้านการมีส่วนช่วยส่งเสริมอย่างจริงจังต่อกิจการระหว่างประเทสอันมีประโยชน์  ดังเช่น สภากาชาดสากล ซึ่งได้รับการก่อตั้งและมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เจนิวา ดังที่ ฯพณฯ ได้ทราบอยู่แล้วว่าสภากาชาดได้มีบทบาทอย่างสำคัญอยู่ในประเทศไทย โดยมีสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถทรงเป็นองค์สภานายิกา

            ท่านรองประธานาธิบดี   ไทยเป็นอีกประเทศหนึ่งซึ่งกำลังพัฒนา ความสับสนคึกคักของ

กรุงเทพ ฯ ทางหลวงสายใหม่หลายสายและเขื่อนต่าง ๆ เป็นพยานแสดงให้เห็นถึงความจริงนี้ 

ความก้าวหน้าดังกล่าว มีผลมาจากการวางแผนเศรษฐกิจระยะยาวและจริงจัง ซึ่งความสำเร็จในการนี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ สิ่งหนึ่งได้แก่การลงทุนอย่างเพียงพอ และดำเนินการไปอย่างเรียบร้อยสวิตเซอร์แลนด์มีชื่อเสียงมานานแล้วว่าเป็นศูนย์การเงินแห่งหนึ่งของโลก และในการนี้อาจจะมีวิถีทางที่จะร่วมมือเพื่อประโยชน์ต่อกันระหว่างประเทศของเราทั้งสอง ซึ่งจะยังมีส่วนให้เกิดความมีเสถียรภาพ และก้าวหน้าแก่ภูมิภาคสำคัญแห่งนี้ของโลก

            บัดนี้..  ข้าพเจ้าใคร่ขอเชิญชวนท่านทั้งหลายได้ดื่มอวยพรให้แก่ ฯพณฯ รองประธานาธิบดีแห่งสมาพันธ์สวิสและมาดามคเนกิ และเพื่อความยั่งยืนในสัมพันธ์ฉันมิตร และใกล้ชิดระหว่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์และประเทศไทยสืบต่อไป  (ไพรถ  เลิศพิริยกมล 2543: 21-23, อ้างอิง : กมล  การกุศล  2521 : 126-131)

 

 

14.ตัวอย่างปาฐกถา

ปาฐกถา

 

ของ  หลวงวิจิตรวาทการ

เรื่อง    “ สมบัติของนักพูด “

แสดงทางวิทยุกระจายเสียง

วันอาทิตย์ที่   23  สิงหาคม  2474

 

            ท่านผู้ฟังทั้งหลาย

            ข้าพเจ้าเริ่มปาฐกถาด้วยการขออภัยว่า ข้อความที่ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไปในวันนี้   เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวข้าพเจ้าเองทั้งหมด การพูดถึงตัวเองเป็นของไม่ดีเพราะเป็นการยกตัวอวดตัวอะไรต่าง ๆ แต่ถ้าหากข้าพเจ้าจะไม่พูดถึงเรื่องของตัวเองในวันนี้ ปาฐกถาเรื่อง “สมบัติของนักพูด”  ก็จะไม่เป็นปาฐกถาขึ้นได้  เพราะข้าพเจ้าไม่เคยได้เรียนวิชาการพูดจากโรงเรียนใด และไม่ได้ศึกษาตำรับตำราจริงจังในเรื่องนี้ เรื่องที่ข้าพเจ้าจะได้นำมากล่าวในวันนี้ ก็มีแต่ได้เคยประสบได้เคยใช้และฝึกฝนตนเองมาเท่านั้น

            มีคนหลายคนกล่าวว่าข้าพเจ้าพูดเก่ง  ข้าพเจ้าไม่เคยนึกว่าข้าพเจ้าพูดเก่งจริงดังเขาว่าแต่เมื่อทางราชการได้ยอมรับในข้อนี้  ถึงกับให้ราชทินนามแก่ข้าพเจ้า “วิจิตรวาทการ “ ซึ่งแปลว่า พูดเก่ง พูดเพราะ ดังนี้แล้ว  ข้าพเจ้าเองต้องขวนขวายในวิชาการพูดให้มีติดตัวไว้บ้าง  เพื่อให้สมกับราชทินนาม ในเวลานี้  ข้าพเจ้าจะพูดเก่งสักเพียงไรข้าพเจ้าไม่ทราบ แต่ข้าพเจ้าทราบอยู่เพียงอย่างเดียวว่า ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นคนพูดเก่งมาแต่เดิม  ตรงกันข้ามธรรมชาติกลับขัดขวางการพูดของข้าพเจ้าไว้แต่เดิมด้วย ข้าพเจ้าเป็นคนติดอ่างมาแต่กำเนิด และเป็นเอามากด้วย บิดามารดาได้พยายามแก้ไขมาแต่เล็กแต่น้อยก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งถึงเวลาที่ข้าพเจ้าแก้ไขตัวเองได้ ความเป็นคนติดอ่างจึงได้ลดน้อยลงและลงท้ายก็รู้ว่าการติดอ่างเกี่ยวกับเส้นประสาทมากกว่าอย่างอื่น เวลาใดเส้นประสาทของข้าพเจ้าสงบและมั่นคง รู้สึกเป็นนายอย่างแท้จริงแล้ว ในเวลานั้นข้าพเจ้าพูดไม่ติดอ่างเลยสักคำเดียว แต่ถ้าเกิดมีความประหม่าขึ้นมาเมื่อไร ข้าพเจ้าก็พูดติดอ่างขึ้นทันที และพอเริ่มติดอ่างก็รู้สึกกระดาก   ความกระดากอันนี้ยิ่งทำให้ติดอ่างมากขึ้น อีกประการหนึ่งถ้าหากว่าในเวลาพูด   พยายามทำถ้อยคำให้หนักแน่น พูดเป็นจังหวะเป็นตอนโดยสม่ำเสมอไปแล้ว  ก็ไม่ติดอ่างพอพูดเร็วหรือ รีบเร่งอะไรเข้าแล้วก็ติดอ่างทันที  ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงใช้วิธีแก้อ่าง 2 ประการคือ 1.  พยายามทำให้พูดหนักแน่นเป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอ และ 2 . พยายามเป็นนายตัวเอง และมีดวงจิตแน่วแน่อยู่เสมอ ไม่ว่าในเวลาพูดกับใคร สองประการ นี้เป็นยาขนานเอกที่ดีที่สุดที่แก้อ่างของข้าพเจ้าเกือบหาย นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของข้าพเจ้า

            เรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าจะนำมาบรรยายและท่านผู้ฟังจะเห็นได้ว่าถึงแม้จะเป็นเรื่องส่วนตัวก็ไม่ไร้ประโยชน์สำหรับผู้ฟังเสียทีเดียว   ถ้าบรรดาท่านผู้ฟังมีใครติดอ่างอยู่บ้างข้าพเจ้า ขอแนะนำให้ใช้วิธี 2 ประการที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งข้าพเจ้าเห็นเป็นยาขนานประเสริฐสุดสำหรับแก้โรคติดอ่าง และต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะพูดถึงสมบัติของนักพูดต่อไป

            วิชาการพูดเป็นศิลปะอันสำคัญอันหนึ่ง และผู้ที่เป็นนักพูดก็ต้องนับว่าเป็นผู้มีศิลปะอันประเสริฐอันหนึ่งเหมือนกัน นักพูดเป็นบุคคลจำพวกหนึ่งซึ่งทำให้โลกนี้เป็นที่รื่นรมย์นักพูดที่ดีย่อมสามารถจะดับความทุกข์และให้ความสุขแก่คนทั้งหลายโดยการปลุกหรือปลอบหัวใจด้วยคำพูดอันฉลาดของเขา การที่นักพูดเป็นที่พอใจของคนทั้งหลายนั้น ก็เพราะเหตุว่าเขาได้ใช้คำพูดของเขาเป็นเครื่องทำความสุขความรื่นรมย์ให้แก่บุคคล อันที่จริง คนเราที่เกิดมาในโลก เราจะเห็นโลกเป็นที่สว่าง คนที่ใจขุ่นมัวอยู่เสมอก็จะเห็นโลกเป็นที่มืด แต่ในขณะที่หัวใจของเรากำลังขุ่นมัวหรือท้อถ้อยหมดมานะอยู่อย่างนี้ คำพูดของนักพูดที่ดี ๆ ย่อมจะเป็นยาอันประเสริฐสำหรับชโลมหัวใจ  พระพุทธเจ้าเป็นนักพูดที่ประเสริฐสุดองค์หนึ่งของโลก ใครจะเศร้าโศกทุกข์ร้อนขุ่นหมองอย่างไร ถ้าได้เข้าไปถึงพระองค์แล้ว ความเศร้าโศกและขุ่นหมองนั้นก็พลันหาย และความสุขความสบายก็จะเกิดขึ้นมาแทนที่ เพราะเหตุนี้ วิชานักพูดจึงเป็นศิลปะอันสำคัญและมีประโยชน์อย่างยิ่งอันหนึ่งของโลก… ฯลฯ

             ยังเหลือข้อความสำคัญอีกประการหนึ่งคือ  ท่าทาง มีคนโดยมากเข้าใจผิดไปว่าการออก

ท่าทางประกอบคำพูดให้มาก ๆ นั้นเป็นการดี แท้จริงการออกท่าทางมาก ๆ นั้น กลับจะทำให้คำพูดเสียไป ข้าพเจ้าเคยเข้าประชุมนานาประเทศครั้งใหญ่ ๆ มามากและสังเกตเห็นด้วยตาตนเองว่า นักพูดที่เก่งที่สุดนั้น เขามีท่าทางน้อยที่สุด เขาระวังตัวไม่ให้โยกโคลงจะมีการเคลื่อนไหวก็แต่เล็กน้อยเพราะการเคลื่อนไหวเหล่านั้นก็มีอาการหนักแน่นอยู่ในตัวเสมอ

            ข้าพเจ้าขอจบปาฐกถาเรื่อง “ สมบัติของนักพูด “ เพียงเท่านี้ ถ้าหากจะเป็นประโยชน์แก่ท่านบ้าง ข้าพเจ้าก็จะยินดี แต่ถ้าไม่เป็นประโยชน์อะไรเลยก็จะไม่เสียใจ เพราะข้าพเจ้าได้ทำหน้าที่ของข้าพเจ้าบริบูรณ์แล้ว  ( ไพรถ เลิศพิริยกมล 2543 :23-27,อ้างอิง : กมล  การกุศล  2521 : 126-131 )

 

 

  หน้าหลัก I บทที่1 I บทที่2  I  บทที่3  I  บทที่4  I  บทที่ 5  I  บทที่6  I  บรรณานุกรม