บทที่ 4
การอ่าน
1. ความหมายของการอ่าน
การอ่านเป็นพฤติกรรมการรับสารที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการฟัง
ปัจจุบันมีผู้รู้นักวิชาการและนักเขียนนำเสนอความรู้ ข้อมูล
ข่าวสารและงานสร้างสรรค์ ตีพิมพ์ในหนังสือและสิ่งพิมพ์อื่น ๆ มาก
นอกจากนี้แล้วข่าวสารสำคัญ ๆ หลังจากนำเสนอด้วยการพูด หรืออ่านให้ฟังผ่านสื่อ
ต่าง ๆ
ส่วนใหญ่จะตีพิมพ์รักษาไว้เป็นหลักฐานแก่ผู้อ่านในชั้นหลัง ๆ
ความสามารถในการอ่านจึงสำคัญและจำเป็นยิ่งต่อการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในสังคมปัจจุบัน
จะเห็นได้ว่า องค์การระดับนานาชาติ เช่น
องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)
จะใช้ความสามารถในการรู้หนังสือของประชากรประเทศต่าง ๆ
เป็นดัชนีวัดระดับการพัฒนาของประเทศนั้น ๆ
มอร์ติเมอร์
เจ แอดเล่อร์ (Mortimer J. Adler) กล่าวว่า
การอ่าน หมายถึง
กระบวนการตีความหมายหรือสร้างความเข้าใจจากตัวอักษรหรือสัญลักษณ์อื่น ๆ
รูธ ทูซ
(Ruth Tooze) ได้กำหนดความหมายของการอ่านไว้โดยสรุปว่า
การอ่าน
2)
การก่อให้เกิดความจรรโลงใจและจิตใจที่ดี
3)
การอ่านเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดในด้านศิลปะเกี่ยวกับภาษาศาสตร์ ซึ่งมี 4
ประการ คือ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน
4)
การอ่านเป็นการช่วยส่งเสริมตัวเอง เป็นการปรับปรุงตัวเอง
ช่วยให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์
5)
การอ่านเป็นการส่งเสริมอารมณ์ของแต่ละคนให้สัมพันธ์กับผู้อื่นในโลก
เป็นการปรับปรุงตัวเองให้เข้ากับผู้อื่นได้
เบอร์นาร์ด
ไอ ชมิดท์ ( Bernard I. Schmidt )
ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า การอ่าน
เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนยุ่งยาก ยังมีความหมายที่แน่นอน อาจเรียกได้ว่า
เป็นทุกสิ่งทุกอย่างจากคำที่จำได้ไปสู่ความนึกคิดต่าง ๆ
การอ่านของแต่ละบุคคลย่อมแตกต่างไปตามสภาพของร่างกายสติปัญญาและอารมณ์
ในการอ่านข้อความเหมือนกัน บุคคลสองคนจะมีความคิดต่างกัน
อัลเฟรด สเตฟเฟอรุด
( Aifred Stefferud ) ได้ให้ความจำกัดความของการอ่านไว้ว่า
การอ่าน
เป็นการกระทำทางจิตใจที่ผู้อ่านยอมรับความหมาย
จากความคิดเห็นของบุคคลอื่น
พอล ดี ลีดดี
( Paul D. Leedy ) ให้นิยามการอ่านไว้ว่า การอ่าน
คือการรวบรวมความ
คิดและตีความตลอดจนประเมินค่าความคิดเหล่านั้นที่ปรากฏอยู่ตามสิ่งพิมพ์แต่ละหน้า
เอดการ์ เดล
( Edgar dale ) ให้ความหมายไว้ว่า การอ่าน
หมายถึง กระบวนการ
ค้นหาความหมายจากสิ่งพิมพ์
เป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ของผู้อ่าน
การอ่านไม่ได้หมายความเฉพาะการมองผ่านแต่ละประโยคหรือแต่ละย่อหน้าเท่านั้น
แต่ผู้อ่านต้องเข้าใจความคิดนั้น ๆ ด้วย
จอร์จ ดี สปาช และ พอล ชี
เบอร์ก (George D. Spache and Paul C. Berg )
กล่าวว่า การอ่าน
เป็นการผสมผสานระหว่างทักษะหลายชนิด เพื่อสร้างความเข้าใจ
โดยเป็นไปตามจุดประสงค์ ตามต้องการ และวิธีการของผู้อ่าน
จากคำจำกัดความดังกล่าวมาแล้ว อาจสรุปและเพิ่มเติมได้ดังนี้
1)
การอ่านเป็นกระบวนการค้นหาความหมายในสิ่งที่อ่าน
2)
การอ่านเป็นกระบวนการจับใจความจากสิ่งที่อ่าน
3)
การอ่านเป็นกระบวนการที่จะเข้าใจภาษาเขียน
4)
การอ่านเป็นกระบวนการถอดความจากภาษาเขียนมาเป็นภาษาในความคิด
5)
การอ่านเป็นทักษะที่รวมทักษะต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ได้แก่ ทักษะในการคิด และ
ทักษะทางไวยากรณ์ คือ ด้าน
เสียง ศัพท์ โครงสร้าง และความหมาย
ตีความ
เพื่อพัฒนาตนเองทั้งด้านสติปัญญา อารมณ์ และสังคม
2.
ความสำคัญของการอ่าน
ในสมัยโบราณที่ยังไม่มีตัวหนังสือใช้
มนุษย์ได้ใช้วิธีเขียนบันทึกความทรงจำและเรื่องราวต่าง ๆ
เป็นรูปภาพไว้ตามฝาผนังในถ้ำ เพื่อเป็นทางออกของอารมณ์
เพื่อเตือนความจำหรือเพื่อบอกเล่าให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วย
แสดงถึงความพยายามและความปรารถนาอันแรงกล้าของมนุษย์
ที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ของตนเป็นสัญลักษณ์ที่คงทนต่อกาลเวลา
จากภาพเขียนตามผนังถ้ำ ได้วิวัฒนาการมาเป็นภาษาเขียนและหนังสือ
ปัจจุบันนี้หนังสือกลายเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งต่อมนุษย์จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นปัจจัยอันหนึ่งในการดำรงชีวิตคนที่ไม่รู้หนังสือแม้จะดำรงชีวิตอยู่ได้ก็เป็นชีวิตที่ไม่สมบูรณ์
ไม่มีความเจริญ ไม่สามารถประสบความสำเร็จใด ๆ ในสังคมได้
หนังสือและการอ่านหนังสือจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
3.จุดประสงค์ของการอ่าน
ในการอ่านบุคคลแต่ละคนจะมีจุดประสงค์ของตนเอง คนที่อ่านข้อความเดียวกันอาจมี
จุดประสงค์หรือความคิดต่างกัน โดยทั่วไปจุดประสงค์ของการอ่านมี 3
ประการ คือ
1)
การอ่านเพื่อความรู้
ได้แก่ การอ่านหนังสือประเภทตำรา สารคดี วารสาร หนังสือพิมพ์
และข้อความต่าง ๆ เพื่อให้ทราบเรื่องราวอันเป็นข้อความรู้ หรือเหตุการณ์บ้านเมือง
การอ่านเพื่อความรอบรู้เป็นการอ่านที่จำเป็นที่สุดสำหรับครู เพราะความรู้ต่าง ๆ
มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมอยู่ทุกขณะ แม้จะได้ศึกษามามากจากสถาบันการศึกษาระดับสูง
ก็ยังมีสิ่งที่ยังไม่รู้และต้องค้นคว้าเพิ่มเติมให้ทันต่อความก้าวหน้าของโลกข้อความรู้ต่าง
ๆ อาจมิได้ปรากฏชัดเจนในตำรา แต่แทรกอยู่ในหนังสือประเภทต่าง ๆ
แม้ในหนังสือประเภทบันเทิงคดีก็จะให้เกร็ดความรู้ควบคู่กับความบันเทิงเสมอ
2)
การอ่านเพื่อความคิด
แนวความคิดทางปรัชญา วัฒนธรรม จริยธรรม และความคิดเห็นทั่วไป
มักแทรกอยู่ในหนังสือแทบทุกประเภท มิใช่หนังสือประเภทปรัชญา
หรือจริยธรรมโดยตรงเท่านั้น การศึกษาแนวคิดของผู้อื่น เป็นแนวทางความคิดของตนเอง
และอาจนำมาเป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินชีวิตหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต
ผู้อ่านจะต้องใช้วิจารณญาณในการเลือกนำความคิดที่ได้อ่านมาใช้ให้เป็นประโยชน์
ในบางเรื่องผู้อ่านอาจเสนอความคิดโดยยกตัวอย่างคนที่มีความคิดผิดพลาด
เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้อ่านได้ความยั้งคิด เช่น เรื่องพระลอ
แสดงความรักอันฝืนทำนองคลองธรรมจึงต้องประสบเคราะห์กรรมในที่สุด
ผู้อ่านที่ขาดวิจารณญาณมีความคิดเป็นเรื่องจูงใจให้คนทำความผิด
นับว่าขาดประโยชน์ทางความคิดที่ควรได้ไปอย่างน่าเสียดาย
การอ่านประเภทนี้จึงต้องอาศัย
การศึกษาและการชี้แนะที่ถูกต้องจากผู้มีประสบการณ์ในการอ่านมากกว่า
ครูจึงต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านเพื่อความคิดของตนเอง
และเพื่อชี้แนะหรือสนับสนุนนักเรียนให้พัฒนาการอ่านประเภทนี้
3)
การอ่านเพื่อความบันเทิง
เป็นการอ่านเพื่อฆ่าเวลา เช่น ระหว่างที่คอยบุคคลที่นัดหมาย คอยเวลารถไฟออก
เป็นต้น หรืออ่านหนังสือประเภทบันเทิงคดีในเวลาว่าง บางคนที่มีนิสัยรักการอ่าน
หากรู้สึกเครียดจากการอ่านหนังสือเพื่อความรู้
อาจอ่านหนังสือประเภทเบาสมองเพื่อการพักผ่อน
หนังสือประเภทที่สนองจุดประสงค์ของการอ่านประเภทนี้มีจำนวนมาก เช่น เรื่องสั้น นวนิยาย
การ์ตูน วรรณคดีประเทืองอารมณ์ เป็นต้น
จุดประสงค์ในการอ่านทั้ง 3 ประการดังกล่าว
อาจรวมอยู่ในการอ่านครั้งเดียวกันก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องแยกจากกันอย่างชัดเจน
4. คุณค่าของการอ่าน
ในการส่งเสริมการอ่าน ครูควรชี้ให้นักเรียนเห็นคุณค่าของการอ่าน
ซึ่งจะเป็นแนวทางในการเลือกหนังสือด้วย คุณค่าดังกล่าวมามีดังนี้
1)
คุณค่าทางอารมณ์
หนังสือที่ให้คุณค่าทางอารมณ์ ได้แก่ วรรณคดีที่มีความงามทั้งถ้อยคำ น้ำเสียง
ลีลาในการประพันธ์ ตลอดจนความงามในเนื้อหา อาจเรียกได้ว่ามี รส
วรรณคดี ซึ่งตำรา
สันสกฤต
กล่าวว่า มีรส 9 รส
คือ
2)
รสแห่งความรื่นเริง
3)
รสแห่งความสงสาร
4)
รสแห่งความเกรี้ยวกราด
5)
รสแห่งความกล้าหาญ
6)
รสแห่งความน่ากลัวหรือทุกขเวทนา
7)
รสแห่งความเกลียดชัง
8)
รสแห่งความประหลาดใจ
9)
รสแห่งความสงบสันติ
2)
นารีปราโมทย์
การแสดงความรัก
4)
สัลลาปังคพิไสย
การคร่ำครวญ
หลายท่านคงเคยได้ศึกษามาแล้ว หนังสือที่มิใช่ตำราวิชาการโดยตรง
มักแทรกอารมณ์ไว้ด้วยไม่มากก็น้อย
ทั้งนี้เพื่อให้น่าอ่านและสนองอารมณ์ของผู้อ่านในด้านต่าง ๆ
2)
คุณค่าทางสติปัญญา
หนังสือดีย่อมให้คุณค่าทางด้านสติปัญญา อันได้แก่ ความรู้และความคิดเชิงสร้างสรรค์
มิใช่ความคิดในเชิงทำลาย
ความรู้ในที่นี้นอกจากความรู้ทางวิชาการแล้วยังรวมถึงความรู้ทางการเมือง สังคม ภาษา
และสิ่งต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านเสมอ แม้จะหยิบหนังสือมาอ่านเพียง
2-3 นาที ผู้อ่านก็จะได้รับคุณค่าทางสติปัญญาไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง
หนังสืออาจจะปรากฏในรูปของเศษกระดาษถุงกระดาษ แต่ก็จะ ให้
บางสิ่งบางอย่างแก่ผู้อ่าน
บางครั้งอาจช่วยแก้ปัญหาที่คิดไม่ตกมาเป็นเวลานาน
ทั้งนี้ย่อมสุดแต่วิจารณญาณและพื้นฐานของผู้อ่านด้วย บางคนอาจมองผ่านไปโดยไม่สนใจ
แต่บางคนอาจมองลึกลงไปเห็นคุณค่าของหนังสือนั้นเป็นอย่างยิ่ง คุณค่าทาง
สติปัญญาจึงมิใช่ขึ้นอยู่กับหนังสือเท่านั้น หากขึ้นอยู่กับผู้อ่านด้วย
3)
คุณค่าทางสังคม
การอ่านเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมาแต่เป็นโบราณกาล
หากมนุษย์ไม่มีนิสัยในการอ่าน วัฒนธรรมคงสูญสิ้นไป ไม่สืบทอดมาจนบัดนี้
วัฒนธรรมทางภาษา การเมือง การประกอบอาชีพ การศึกษา กฎหมาย ฯลฯ เหล่านี้
อาศัยหนังสือและการอ่านเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่และพัฒนาให้คุณค่าแก่สังคมนานัปการ
หนังสืออาจทำให้การเมืองเปลี่ยนแปลงไปได้ หากมีคนอ่านเป็นจำนวนมาก
หนังสือและผู้อ่าน จึงอาศัยกันและกันเป็นเครื่องสืบทอดวัฒนธรรมของมนุษย์
ในสังคมที่เจริญแล้ว จะเห็นได้ว่า ในกลุ่มคนที่ไม่มีภาษาเขียน ไม่มีหนังสือ
ไม่มีการอ่าน วัฒนธรรมของสังคมนั้นมักล้าหลัง ปราศจากการพัฒนา
การอ่านจึงให้คุณค่าทางสังคมในทุกด้าน
5. การอ่านสะกดคำ
การอ่านในใจเรามักไม่คำนึงถึงการสะกดคำ เพราะมุ่งอ่านเนื้อความอย่างรวดเร็ว
แต่ในการอ่านออกเสียงนั้น การสะกดคำ มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
ผู้อ่านจำเป็นต้องอ่านให้ถูกต้องตามพจนานุกรม หรือการอ่านชื่อเฉพาะ
ในพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525
ได้กำหนดคำอ่านไว้โดยอาศัยการเทียบแนวภาษาเดิมที่เป็นคำบาลี-สันสกฤต
หรือคำที่อ่านตามความนิยมมาจนเป็นที่ยอมรับทั่วไปก็อนุโลมให้อ่านได้เป็นบางกรณี
แต่มิใช่จะอ่านตามความสะดวกได้เสมอไป
ขอยกตัวอย่างเพื่อให้เป็นแนวทางในการอ่านและเพื่อให้เกิดความระมัดระวังในการอ่านคำอื่น
หากคำใดไม่แน่ใจให้นิสิต เปิดดูคำอ่านในพจนานุกรมได้ เช่น คำต่อไปนี้
|
คำ |
อ่านว่า |
|
กรณี
กรรมาธิการ
กลอุบาย
กาลเวลา
กาลสมัย
เกียรติประวัติ
ขวนขวาย
คมนาคม
คุณค่า
คุณโทษ
คุณภาพ
คุณวุฒิ
คุณสมบัติ
โฆษณา
จรรยา
จักรเพชร
ฉัตรมงคล
เฉลิมพระชนมพรรษา
ชลประทาน
ดาษดา
ดาษดื่น
|
กะ-ระ-นี
กำ-มา-ทิ-กาน
กน-อุ-บาย
กาน-เว-ลา
กา-ละ-สะ-ไหม
เกียด-ติ-ประ-หวัด
ขวน-ขวาย
( ขว ออกเสียงควบกัน )
คะ-มะ-นา-คม
คุน-ค่า
คุน-โทด
คุน-นะ-พาบ
คุน-นะ-วุด-ทิ
คุน-นะ-สม-บัด
โคด-สะ-นา
จัน-ยา
จัก-เพ็ด
ฉัด-ตระ-มง-คน
ฉะ-เหลิม-พระ-ชน-มะ-พัน-สา
ชน-ละ-ประ-ทาน
ดาด-สะ-ดา
ดาด-ดื่น |
|
คำ |
อ่านว่า |
|
|
ทา-รุน-นะ-กำ
ทิว-ทัด
ทะ-นะ-บัด
ทำ-มาด
นาม-มะ-ทำ
บัน-พะ-ชา
บัน-ยา-กาด
บัน-ยาย
บำ-หราบ
บุน-ดะ-ริก
โบ-ราน-นะ-คะ-ดี
โบ-ราน-นะ-วัด-ถุ
ปอ-ระ-ปัก
/ ปะ-ระ-ปัก
ปอ-ระ-โลก
/ ปะ-ระ-โลก
ประ-กา-สะ-นี-ยะ-บัด
ประ-หวัด-ติ-กาน
ปะ-รา-ชัย
ปรัด-ยา
ปะ-ริน-ยา
ปะ-หริด
ผะ-รุด-สะ-วาด
ผะ-หลิด-ตะ-พัน
พระ-บอ-รม-ราด-ชะ-โอง-กาน
พระ-บอ-รม-มะ-รา-ชะ-นี-นาด
พะ-ละ-กาน
พน-ละ-ความ |
|
คำ |
อ่านว่า |
|
|
พะ-ลี-ชีพ
พิด-สะ-ถาน
พืด-ชะ-มง-คน
พูม-ถาน
พูม-ทำ
พู-มิ-ประ-เทด
พูม-ลำ-เนา
พู-มิ-พาก
มน-ดบ
มอ-ระ-นะ-กำ
มัน-ยาด
ยุ-คน-ละ-บาด
รด-นิ-ยม
รูบ-ปะ-ทำ
สริง-คาน
สะ-มัด-ถะ-พาบ
สอง-พัน-ห้า-ร้อย-เอ็ด
สับ-ดา
อา-สาน-หะ-บู-ชา
1. พัน-ยา
2. พัน-ระ-ยา
1. มูน-ถาน
2. มูน-ละ-ถาน
1. มูน-เหด
2. มูน-ละ-เหด
|
นี้เป็นเพียงตัวอย่างที่ยกมาให้นิสิต ได้ศึกษาเท่านั้น
ขอให้นิสิตไปศึกษาเพิ่มเติมจากหนังสือพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.
2525
6.บทบาทของการอ่านที่มีต่อมนุษย์
การอ่านหนังสือมีบทบาทสำคัญในยุคปัจจุบันนี้มาก อาจกล่าวได้ว่า
ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการศึกษาเล่าเรียน การประกอบอาชีพ ด้านบุคลิกภาพ
นันทนาการและด้านพัฒนาสังคมและประเทศชาติ ถึงจะมีสื่อมวลชนอื่น เช่น
วิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ ที่เสนอข่าวสารต่าง ๆ ได้รวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์
คนเราก็ต้องอ่านหนังสืออยู่นั้นเอง เพราะว่าให้รายละเอียดต่าง ๆ ได้มากกว่า
สุวิมล
โฮมวงศ์ ( 2535 )
ได้ให้ความเห็นของบทบาทของการอ่านที่มีต่อมนุษย์ดังนี้
1)
บทบาทด้านการศึกษา
การเรียนในระดับอุดมศึกษา
นิสิตจะต้องศึกษาจากตำรับตำราที่มีอยู่ในห้องสมุดเป็นส่วนใหญ่ซึ่งต้องใช้การอ่านเป็นประจำ
ผู้ที่อ่านมากย่อมได้เปรียบกว่าผู้ที่อ่านน้อย
และผู้ที่อ่านเก่งย่อมอ่านหนังสือได้รวดเร็วสามารถเข้าใจเรื่องราวที่อ่านจับใจความได้ถูกต้องแม่นยำ
รู้จักวิธีอ่านหนังสือว่าเล่มไหนควรใช้วิธีอ่านอย่างไร
สามารถประเมินผลจากสิ่งที่ตนอ่านรวมทั้งมีวิจารณญาณในการอ่านสามารถวิจารณ์ได้
ดังนั้น
ผู้ที่อ่านเป็นเท่านั้นจึงจะสามารถได้รับความรู้และประสบผลสำเร็จในการศึกษาเล่าเรียน
2)
บทบาทด้านอาชีพ
การอ่านผูกพันอยู่กับบุคคลทุกอาชีพที่มุ่งหวังความเจริญก้าวหน้าเพราะผู้ประกอบอาชีพที่ดีนั้นจำเป็นต้องขวนขวายหาความรู้เพื่อเพิ่มพูนปรับปรุงสมรรถภาพในการทำงานของตนอยู่เสมอ
ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าการงานทุกชนิดก็ต้องมีการแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลา
บุคคลที่พยายามก้าวไปข้างหน้าเท่านั้นจึงจะมีชัยในการแข่งขัน
บุคคลที่ฉลาดและยึดหนังสือเป็นหลักโดยการอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับอาชีพนั้น ๆ
ย่อมทำให้บุคคลเหล่านั้นมีความรู้กว้างขวางและประสบผลสำเร็จในการประกอบอาชีพของตนเองได้อย่างมีความสุข
3)
บทบาทด้านการปรับปรุงบุคลิกภาพ
สภาพสังคมในสมัยนี้ มีความยุ่งยากสลับซับซ้อนและมีปัญหาของสังคมมากมาย
จนทำให้คนบางคนประสบชะตากรรมที่น่าสงสารอย่างยิ่ง เป็นต้นว่าไม่อยากสมาคมกับใคร ๆ
เพราะคิดว่าตนเองมีปมด้อย บางคนไม่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหา
ไม่กล้าร่วมกิจกรรมทางด้านสังคมกับเพื่อนฝูง กลายเป็นคนเหงาหงอย
ถ้าหากบุคคลผู้มีปัญหาดังกล่าว ได้กลับมาสนใจในการอ่านหนังสือประเภทสังคมศาสตร์
จริยศาสตร์ จิตวิทยา การตอบและแก้ไขปัญหาชีวิต ก็จะทำให้
สุขภาพจิตดีขึ้น
และยังจะช่วยให้รู้จักวิธีการวางตัวได้อย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับ
สภาพแวดล้อมของสังคมนั้น ๆ
อย่างมีความสุขทำให้เป็นคนมองโลกในแง่ดีเสมอ
4)
บทบาทด้านนันทนาการ
ในปัจจุบันนี้การเสาะแสวงหาความบันเทิงเริงรมย์เป็นไปได้โดยง่ายและมีหลายรูปแบบ
เช่น การดูภาพยนตร์ โทรทัศน์ และการฟังเพลง เป็นต้น
แต่มีอีกแบบหนึ่งที่เป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด นั่นคือ การอ่านหนังสือ
อาจจะเป็นหนังสือโบราณคดี กวีนิพนธ์ สารคดี นวนิยาย หนังสือพิมพ์รายวัน
นอกจากจะทำให้ผู้อ่านได้รับความรู้ ความบันเทิงแล้ว
ยังจะเป็นทักษะฝึกการอ่านอีกด้วย
5)
บทบาทด้านพัฒนาสังคมและพัฒนาประเทศ
การพัฒนาประเทศจะประสบผลสำเร็จได้นั้น
ประเด็นสำคัญอยู่ที่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นเบื้องต้น กล่าวคือ
ให้ประชาชนมีการศึกษา
เป็นผู้รู้หนังสือในระดับที่พอจะเป็นพื้นฐานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและการพัฒนาประเทศต่อไป
ทั้งนี้เพราะการที่ประชากรเป็นผู้รู้หนังสือและมีนิสัยรักการอ่านย่อมจะมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้ชีวิตของคนเราประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์
ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและความเป็นอยู่ ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาตนเอง พัฒนาสังคม
และพัฒนาประเทศชาติในที่สุด
7.
องค์ประกอบที่มีต่อการอ่าน
ความสามารถในการอ่านของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอ่านได้รวดเร็วและเข้าใจ
ในขณะที่อีกหลายคนอ่านได้ช้าและเกิดอุปสรรคในการอ่าน
การที่ผู้อ่านจะประสบความสำเร็จในการอ่านมากน้อยเพียงใดนั้นย่อมขึ้นอยู่กับองค์ประกอบที่สำคัญที่มีอิทธิพลต่อการอ่าน
ดังต่อไปนี้
วลัยภรณ์
อาทิตย์เที่ยง ( 2529 )
ได้กล่าวถึงองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการอ่านอยู่ 3
ลักษณะดังนี้
1)
ลักษณะของวัสดุการอ่าน
จะต้องไม่ปิดกั้นหรือเป็นกำแพงขวางความเข้าใจในการอ่านของผู้เรียนนั่นคือ
ใช้ภาษาให้เหมาะสมกับผู้อ่าน ไม่ใช้คำศัพท์ที่แปลกประหลาด
คำศัพท์ที่เด็กไม่เคยรู้จัก หรือเป็นคำศัพท์ที่ยาวเกินความสามารถของเด็ก
สำหรับหลักภาษาก็ควรใช้แต่สิ่งที่เด็กคุ้นเคยแล้วประโยคไม่ยาวเกินไปและไม่สลับซับซ้อน
2)
ลักษณะของผู้อ่าน
ความสามารถในการเข้าใจและตีความสิ่งที่อ่านจะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบที่สำคัญคือ
2.1
ระดับสติปัญญา
เด็กแต่ละคนจะมีความสามารถในการอ่านแตกต่างกันไปตามระดับสติปัญญาของตน เช่น
เด็กบางคนไม่สามารถจดจำรายละเอียดของเนื้อเรื่องได้
บางคนไม่สามารถสรุปเรื่องที่อ่านได้ บางคนไม่เข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรม
และบางคนไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างข้อเท็จจริงกับความคิดเห็นได้
หรือถ้าทำได้ก็คงต้องใช้เวลามาก ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้
ครูควรจะตรวจสอบเพื่อช่วยเด็กในการพัฒนาสมรรถภาพในการอ่านและจัด
2.2
ความรู้ในด้านคำศัพท์
และโครงสร้างของภาษาซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อความเข้าใจ การสร้างความคิดรวบยอด
และการสร้างจินตนาการเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน
2.3
ภูมิหลังในเรื่องความรู้และประสบการณ์
จะช่วยในการผสมผสานความคิดเดิมให้เข้ากับความคิดใหม่ ตลอดจน การแปลความ ตีความ
ขยายความและการประเมินค่าของสิ่งที่อ่าน
2.4
ร่างกาย
เด็กที่มีสุขภาพทางกายดีจะมีความสามารถในการเรียน
อ่านได้กว่าเด็กที่มีสุขภาพไม่ดีซึ่งต้องขาดเรียนบ่อย ๆ
ทำให้การเรียนอ่านล่าช้าออกไป นอกจากนั้นสิ่งที่ครูจะต้องคำนึงถึงก็คือ
สายตาและการได้ยิน เด็กที่มีสายตาผิดปกติ
จะรู้สึกไม่อยากอ่านหนังสือและไม่รู้สึกเพลิดเพลินหรือพอใจกับสิ่งที่อ่าน
ส่วนเด็กที่มีความผิดปกติทางการได้ยิน
จะฟังคำอธิบายของครูไม่ได้ดีเท่าที่ควรเพราะจับใจความไม่ค่อยได้
และไม่เข้าใจความหมายของคำที่ครูให้อ่านซึ่งจะให้เกิดปัญหาในการอ่านต่อไป
2.5
อารมณ์
เป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญต่อการอ่านมาก เพราะการอ่านที่ประสบผลสำเร็จนั้น
ผู้อ่านจำเป็นต้องมีสมาธิในการอ่าน ถ้าเด็กมีความกังวลใจ หรือมีความกลัว
เด็กจะมีความรู้สึกต่อต้านอย่างรุนแรง
ซึ่งจะขัดขวางสมาธิในการอ่านเป็นอย่างมากจนเป็นผลให้ประสบผลสำเร็จในการอ่านน้อยกว่าเด็ก
ที่มีอารมณ์ดี หรือสุขภาพจิตดี
3)
สภาพแวดล้อม เด็กที่อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น
สมาชิกในครอบครัวให้ความสำคัญกับการอ่าน มีการส่งเสริมการอ่าน
เด็กก็จะรู้คุณค่าของการอ่านและอ่านได้ดี
เพราะได้พบเห็นและมีกิจกรรมการอ่านเป็นประจำ
นอกจากนี้โรงเรียนยังมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการอ่านของนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ
อันจะทำให้พัฒนาการทางด้านการอ่านดีเป็นไปตามลำดับและต่อเนื่อง
8.
การอ่านทางวิทยุโทรทัศน์และในที่ชุมชน
ทักษะการอ่านให้ผู้อื่นฟัง อันได้แก่ ทักษะการหายใจ ทักษะการใช้เสียง
และทักษะการทรงตัว เป็นทักษะพื้นฐานให้การอ่านให้ผู้อื่นฟังโดยทั่วไป
แต่ถ้าเป็นการอ่านทางวิทยุโทรทัศน์และในที่ชุมนุมชนที่เป็นทางการ
ยังต้องมีทักษะอื่น ๆ อีกหลายประการ อาทิ
1)
การแต่งกาย
ผู้ทำหน้าที่อ่านทางวิทยุโทรทัศน์ มักเป็นรายการ ข่าว
รายการอภิปราย
สัมภาษณ์ซึ่งเป็นทางการหรือกึ่งทางการ การแต่งตัวจึงควรพิจารณาตามความเหมาะสม
ไม่ควรให้หรูหรามากนักเพราะมิใช่การแสดงละคร
จุดสนใจของผู้ชมอยู่ที่เนื้อหาของการอ่าน
มิใช่ที่เสื้อผ้าของผู้อ่านสีที่ใช้ไม่ควรลวดลายมาก เพราะจะทำให้ผู้ชมตาลาย
ไม่ควรใช้เนื้อผ้าที่เป็นมันระยับหรือเครื่องประดับที่แวววาวเกินไป
เพราะจะสะท้อนแสงมาก การแต่งหน้าควรให้กลมกลืนกับผิว
สิ่งเหล่านี้แม้ไม่เกี่ยวกับการอ่านโดยตรง แต่ก็เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ
เพราะมีผลต่อบุคลิกภาพของผู้อ่านด้วย
การอ่านในที่ชุมนุมชน เช่น การอ่านสุนทรพจน์
ก็อาศัยหลักการแต่งกายเช่นเดียวกันคือ สุภาพ ไม่ฉูดฉาดบาดตาจนเกินไป
2)
กิริยาอาการ
การอ่านทางวิทยุโทรทัศน์
ผู้ชมจะสังเกตสีหน้าและกิริยาอาการของผู้อ่านได้อย่างถนัดผู้อ่านควรวางสีหน้าอย่างสบายๆ
อาจยิ้มน้อย ๆ ให้ดูเป็นธรรมชาติ การเคลื่อนไหวใบหน้าหรือร่างกายควรนุ่มนวล
ไม่หลุกหลิก สายตาควรมองกล้องเป็นส่วนใหญ่ผู้ชมจะได้รู้สึกว่าพูดกับตน การวางมือ
การนั่ง หรือการยืน ควรสุภาพและผ่อยคลาย ไม่ระมัดระวังจนกลายเป็นการเกร็งตัว
ซึ่งจะทำให้ผู้ชมรู้สึกไม่สบายตา
3)
การใช้สายตา
การอ่านทางวิทยุโทรทัศน์และในที่ชุมชน
ต่างกับการอ่านทางวิทยุกระจายเสียงหรืออ่านในกลุ่มมิตรสหาย
การอ่านที่ปรากฏอย่างเป็นทางการนั้น ผู้อ่านจะต้องเงยหน้าสบตาผู้ชมเป็นระยะๆ
ฉะนั้น จึงต้องมีทักษะการกรวดสายตาอ่านอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ
มิใช่ก้มอ่านตลอดหรือเงยหน้าแล้วเสียจังหวะการอ่าน ไม่ว่าจะก้มหน้าหรือเงยหน้า
การอ่านจะต้องราบรื่น ไม่สะดุดหรือติดขัดจนเป็นที่สังเกตได้ หากมีอุปสรรคในการอ่าน
เช่น กระแอมหรือสำลัก ควรกล่าวคำขออภัยแล้ว
อ่านต่อไป
ไม่ควรตกใจจนลืมว่าอ่านถึงที่ใด เพราะจะทำให้หยุดชะงักอีก
9. แถลงการณ์
ตัวอย่างคำแถลงการณ์
แถลงการณ์
เรื่อง
นายจ้างไม่ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงมหาดไทย
เรียน
พี่น้องประชาชนผู้รักความเป็นธรรม
พวกเราเป็นคนงานของบริษัทไทยพัตราภรณ์ จำกัด
ซึ่งตั้งอยู่ถนนปู่เจ้าสมิงพราย
อ.
พระประแดง จ. สมุทรปราการ ดำเนินการท้อผ้า-ปั่นด้าย
มากกว่า 40 ปี
พวกเรายื่นข้อเรียกร้องขอเพิ่มเติมสวัสดิการเมื่อวันที่ 9
กันยายน 2535 แต่นายจ้างก็ยื่นข้อเรียกร้องสวนขอลด
สวัสดิการของพนักงานลงอีก ทั้งที่บริษัทมีกำไรมาโดยตลอดจึงทำให้ไม่อาจตกลงกันได้
พวกเราจึงประกาศ นัดหยุดงานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม
2535 จนถึงบัดนี้รวมเวลานานกว่า 10
เดือนแล้ว แต่ปัญหาก็ยังไม่อาจยุติลงได้
พี่น้องประชาชนที่เคารพ
เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทยลงวันที่ 17
กรกฎาคม 2536
ขอความร่วมมือไปยังนายจ้างให้ยุติปัญหาการเลิกจ้างการปิดงานและการนัดหยุดงานโดยให้กลับเข้าทำงานตามปกติ
ส่วนข้อเรียกร้องที่ตกลงกันไม่ได้ให้มาเจรจาภายหลังด้วยเหตุด้วยผล
แม้ข้อเรียกร้องของเราจะไม่ได้การตอบสนองแม้แต่ข้อเดียว
พวกเราก็พร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติ
และรักษาไว้ซึ่งบรรยากาศการลงทุนที่ดี โดยพวกเราได้แจ้งกลับเข้าทำงานต่อบริษัทฯ
ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2536
เป็นต้นไป เพื่อให้ปัญหาต่าง ๆ ได้ยุติลงโดยเร็ว
พี่น้องที่เคารพ
ความสงบเรียบร้อยภายในชาติควรที่ทุกคนที่อาศัยผืนแผ่นดินไทยควรคำนึงถึงแต่นายจ้างบริษัทไทยพัตราภรณ์
จำกัด กลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะภายหลังจากมีประกาศกระทรวงมหาดไทยออกมา
ทางนายจ้างก็ได้ประกาศปิดงานงดจ้างลูกจ้างกว่า 800 คน
ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2536
เป็นต้นไป สวนประกาศกระทรวงมหาดไทยทันที ซึ่งถือว่าบริษัทแห่งนี้
อหังการ์ต่อประกาศกระทรวงมหาดไทยมาก
ไม่สนใจและไม่ให้ความร่วมมือใด ๆ กับกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาล
เพื่อให้ปัญหายุติลงโดยเร็ว ในการเจรจาเมื่อวันที่ 5
สิงหาคม 2536
ที่ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ
ลูกจ้างพร้อมถอนข้อเรียกร้องทั้งหมด
และขอให้นายจ้างถอนข้อเรียกร้องของนายจ้างด้วยเช่นกัน
แต่ปรากฏว่านายจ้างไม่ยอมถอนข้อเรียกร้องและยืนยันจะลดสวัสดิการของลูกจ้างอยู่เช่นเดิม
พวกเราคนงานบริษัทไทยพัตราภรณ์ จำกัด เห็นว่าการกระทำของนายจ้างแห่งนี้
เป็นการสวนทางกับนโยบายของรัฐบาลจึงได้ทำหนังสือถึง พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ดำเนินการให้นายจ้างปกิบัติตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่
5 สิงหาคม 2536 และพลเอกชวลิต
ยงใจยุทธ ซึ่งเป็นผู้ลงนามในประกาศกระทรวงมหาดไทยรับปากว่า
ให้พวกเรามาฟังคำตอบในวันที่ 9 สิงหาคม 2536
คือ วันนี้
ดังนั้น
พวกเราคนงานบริษัทไทยพัตราภรณ์ จำกัด ทั้งหมด จึงพร้อมใจกันมารอฟังคำตอบของ
พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ว่าจะทำให้นายจ้างบริษัทไทยพัตราภรณ์ จำกัด
ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ที่ลงชื่อด้วยตัว พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ
เองได้หรือไม่
ด้วยจิตคารวะ
9/8/36
(แผ่นปลิวแจก ณ ที่ชุมนุม
ถนนราชดำเนินนอก 9 สิงหาคม 2536)
10. ตัวอย่างบทสนทนา
(ไพรถ เลิศพิริยกมล
2543 : 17-18, อ้างอิง จตุพล ชมภูนิช 2535 : 93-95)
11.
ตัวอย่างคำกราบบังคมทูลและพระบรมราโชวาท
ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม
ณ
โอกาสที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ
ได้เสร็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาของมหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก
ตามหลักสูตรเดิม
แต่ครั้งมหาวิทยาลัยนี้ยังเป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษาและเมื่อเป็นมหาวิทยาลัยแล้วในครั้งนี้
นับเป็นมหามงคลยิ่ง ข้าพระพุทธเจ้า อาจารย์ นิสิต
ตลอดจนนักศึกษาต่างสำนึกซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอยู่ชั่วนิรันดร์
ข้าพระพุทธเจ้า
ในนามของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ขอพระราชทานพระบรมราช
วโรกาสกราบบังคมทูลพระกรุณาถวายรายงานจำนวนนิสิตนักศึกษา
ซึ่งสำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาการศึกษาบัณฑิตของมหาวิทยาลัยนี้เฉพาะที่พิษณุโลก
ในปีการศึกษา 2516 มีจำนวน 650
คน
และปีการศึกษา 2517
จนถึงเมื่อสิ้นภาคเรียนต้นมีจำนวน 154
คน รวมผู้ที่จะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในครั้งนี้ 804
คน
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก ได้ดำเนินการสอนในระดับปริญญาทางการศึกษา
โดยได้พยายามปรับปรุงให้ก้าวหน้าทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติตลอดมา
ยิ่งกว่านั้นยังได้ช่วยพัฒนาการศึกษาในระดับต่าง ๆ
และช่วยส่งเสริมวัฒนธรรมของชาติไทยเพื่อรักษาไว้ซึ่ง
เอกลักษณ์แห่งท้องถิ่นและของชาติให้ดำรงอยู่โดยยั่งยืนตลอดไป
อนึ่ง
ตามที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานทุนภูมิพลให้แก่มหาวิทยาลัยเพื่อเก็บดอกผลเป็นทุนการศึกษาแก่นิสิตนั้น
ในปีนี้มหาวิทยาลัยได้จัดสรรเป็นทุนให้แก่นิสิตปริญญาตรี รวม 16
ทุน ทุนละ 1,500 บาท
โดยให้แก่นิสิตแห่งละ 2 ทุน
บัดนี้
ได้เวลาอันเป็นอุดมมงคลแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส
กราบบังคมทูลอัญเชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
พระราชทานทุนภูมิพลให้แก่นิสิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
พิษณุโลกและพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาของสถาบันแห่งนี้
ต่อแต่นั้น
ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระบรมราโชวาทแด่บรรดาบัณฑิตใหม่เพื่อเป็นสิริศุภมงคลสืบไป
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ขอเดชะ
12. ตัวอย่างพระบรมราโชวาท
พระบรมราโชวาท
ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา
ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
พิษณุโลก
วันพุธที่ 20
พฤศจิกายน 2517
ข้าพเจ้าและพระราชินีมีความยินดีที่ได้มาร่วมในพิธีมอบปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก อีกครั้งหนึ่ง และพอใจมากที่ได้ทราบตามรายงานว่า
นอกเหนือจากหน้าที่ตามปกติ
มหาวิทยาลัยได้ถือเป็นภาระอีกอย่างหนึ่งที่จะสร้างเสริมความเจริญและความมั่นคงของท้องถิ่นพร้อมกันไปด้วย
ขอแสดงความชื่นชมด้วยกับทุกคนที่ได้รับเกียรติและความสำเร็จ
ท่านทั้งหลายต่างมีงานรอให้ทำอยู่มากมายตามสาขาวิชาที่เล่าเรียนมา
งานทั้งนี้ส่วนใหญ่จะได้แก่งานฝ่ายการศึกษา ซึ่งเป็นปัจจัยการศึกษา
สำหรับสร้างความมั่นคงและความเจริญให้แก่ประเทศและประชาชนในการดำเนินงานด้านการศึกษานั้น
ปัจจุบัน มีความคิดทฤษฎีอยู่มากทั้งเก่าและใหม่สำหรับให้ปฏิบัติ
ผู้สำเร็จการศึกษาซึ่งเป็นบัณฑิตเป็นผู้รู้ ควรจะมีหลักในการเลือกการประสม
และการปฏิบัติทฤษฎีนั้น ๆ อย่างมีเหตุผล เช่น ไม่นำทฤษฎีมาใช้เพื่อทฤษฎี
โดยมุ่งจะให้สำเร็จผลแห่งทฤษฎีนั้นเป็นที่ตั้งเพียงประการเดียว
เพราะผลที่เกิดขึ้นอาจเป็นผลที่ไม่พึงประสงค์ก็ได้ทางที่ถูกต้องใช้ความเป็นบัณฑิต
ผู้รู้ดีรู้ชั่ว
และความรู้จักศึกษาพิจารณาเลือกเฟ้นทฤษฎีเหล่านั้นก่อนแล้วนำเอาแต่ส่วนที่เชื่อได้แน่ว่าดีว่าถูกต้องมาใช้การให้ได้ผลพึงประสงค์จึงจะเกิดเป็นผลแก่การศึกษาของชาติ
ทำให้การศึกษาเจริญงอกงามและมั่นคง
ทั้งเหมาะและสอดคล้องแก่สภาพการณ์ทุกอย่างของประเทศ ของโลกอย่างสมบูรณ์
ข้าพเจ้าขออวยพรให้บัณฑิตทางการศึกษาทุกคนประสบความสำเร็จในชีวิต มีความเจริญ
รุ่งเรืองในหน้าที่การงานทุกประการ ทั้งขอให้ทุกท่านที่มาร่วมประชุมในงานนี้
มีความสุขสวัสดี
โดยทั่วกัน . (
ไพรถ เลิศพิริยกมล 2543 : 20-21, อ้างอิง
: กมล การกุศล 2521 : 126-131 )
13. ตัวอย่างสุนทรพจน์
สุนทรพจน์
ของ ฯพณฯ จอมพลถนอม
กิตติขจร นายกรัฐมนตรี
ในโอกาสเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติ
แก่ ฯพณฯ
รองประธานาธิบดีแห่งสมาพันธ์สวิสและภริยากับคณะ
ณ ทำเนียบรัฐบาล
วันที่ 20
เมษายน 2513
ฯพณฯ
รองประธานาธิบดี ฯพณฯ, ท่านสุภาพสตรี และสุภาพบุรุษ
ข้าพเจ้ารู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาศกล่าวต้อนรับ ฯพณฯ
รองประธานาธิบดีแห่งสมาพันธ์สวิส และมาดามคเนกิ ในคืนวันนี้
ประเทศสวิสเซอร์แลนด์และประเทศไทยมีความสัมพันธ์อย่างผาสุกและอบอุ่นมาเป็นเวลาช้านาน
และการมาเยือนของ ฯพณฯ ก็เป็นสิ่งแสดงอีกประการหนึ่งถึงความปรารถนา
ในอันจะให้มีการกระชับมิตรภาพและความร่วมมือที่มีอยู่มานานระหว่างประเทศของเราทั้งสอง
ข้าพเจ้าหวังว่า ฯพณฯ มาดามคเนกิ และคณะของท่าน
คงจะได้รับความสะดวกสบายระหว่างพำนักอยู่ในประเทศนี้
เรามีความชื่นชมยินดีกับกำลังใจอันแน่วแน่
และความชำนาญการอย่างมีระเบียบของประชาชนชาวสวิสผู้ที่ไม่รู้จักท้อถอยงานฝีมืออันละเอียดประณีตของชาวสวิส
เป็นสิ่งมหัศจรรย์ในทางการผลิตในโลกทุกวันนี้ และนาฬิกา ตลอดจนเครื่องกำหนดเวลา
อันเป็นที่นิยมชมชอบรู้จักใช้กันอย่างแพร่หลายในโลก
อนึ่ง
นโยบายเป็นกลางอย่างแท้จริง
และการทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ในกิจการระหว่างประเทศของรัฐบาล ของ ฯพณฯ
ท่ามกลางความฝันแปรของโลกที่กำลังประสบความยุ่งยากนี้ทำให้ประชาชาติสวิสได้รับความนิยมนับถืออย่างจริงใจจากประชาชาติอื่น
ๆ รวมทั้ง ประเทศไทยซึ่งได้พยายามทำให้ประชาชาติต่าง ๆ
มีความรู้สึกในอันที่จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในส่วนภูมิภาคและนำมาซึ่งสันติและความสงบสุขต่อภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก
พวกเราในประเทศไทย
ยังมีเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะชื่นชมยินดีต่อความผูกพันอย่างใกล้ชิด
และฉันมิตร กับรัฐบาลของ ฯพณฯ และชนชาติสวิส เนื่องมาจากความจริงที่ว่า
พระมหากษัตริย์
ผู้ทรงเป็นที่เทิดทูนของเรา ได้ประทับอยู่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อยู่ตลอดเวลา
ส่วนใหญ่
ขณะที่ยังทรงพระเยาว์มีคนไทยผู้มีเกียรติหลายคนได้รับการศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาชั้นสูง
ณ ที่นั้น
ยิ่งกว่านั้นสวิตเซอร์แลนด์ยังเป็นที่รู้จักกันในด้านการมีส่วนช่วยส่งเสริมอย่างจริงจังต่อกิจการระหว่างประเทสอันมีประโยชน์
ดังเช่น สภากาชาดสากล ซึ่งได้รับการก่อตั้งและมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เจนิวา ดังที่
ฯพณฯ ได้ทราบอยู่แล้วว่าสภากาชาดได้มีบทบาทอย่างสำคัญอยู่ในประเทศไทย
โดยมีสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถทรงเป็นองค์สภานายิกา
ท่านรองประธานาธิบดี ไทยเป็นอีกประเทศหนึ่งซึ่งกำลังพัฒนา ความสับสนคึกคักของ
กรุงเทพ ฯ
ทางหลวงสายใหม่หลายสายและเขื่อนต่าง ๆ เป็นพยานแสดงให้เห็นถึงความจริงนี้
ความก้าวหน้าดังกล่าว
มีผลมาจากการวางแผนเศรษฐกิจระยะยาวและจริงจัง ซึ่งความสำเร็จในการนี้
ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ สิ่งหนึ่งได้แก่การลงทุนอย่างเพียงพอ
และดำเนินการไปอย่างเรียบร้อยสวิตเซอร์แลนด์มีชื่อเสียงมานานแล้วว่าเป็นศูนย์การเงินแห่งหนึ่งของโลก
และในการนี้อาจจะมีวิถีทางที่จะร่วมมือเพื่อประโยชน์ต่อกันระหว่างประเทศของเราทั้งสอง
ซึ่งจะยังมีส่วนให้เกิดความมีเสถียรภาพ และก้าวหน้าแก่ภูมิภาคสำคัญแห่งนี้ของโลก
บัดนี้..
ข้าพเจ้าใคร่ขอเชิญชวนท่านทั้งหลายได้ดื่มอวยพรให้แก่ ฯพณฯ
รองประธานาธิบดีแห่งสมาพันธ์สวิสและมาดามคเนกิ
และเพื่อความยั่งยืนในสัมพันธ์ฉันมิตร
และใกล้ชิดระหว่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์และประเทศไทยสืบต่อไป (ไพรถ
เลิศพิริยกมล 2543: 21-23, อ้างอิง :
กมล การกุศล 2521 : 126-131)
14.ตัวอย่างปาฐกถา
ปาฐกถา
ของ หลวงวิจิตรวาทการ
เรื่อง
สมบัติของนักพูด
แสดงทางวิทยุกระจายเสียง
วันอาทิตย์ที่ 23
สิงหาคม 2474
ท่านผู้ฟังทั้งหลาย
ข้าพเจ้าเริ่มปาฐกถาด้วยการขออภัยว่า ข้อความที่ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไปในวันนี้
เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวข้าพเจ้าเองทั้งหมด
การพูดถึงตัวเองเป็นของไม่ดีเพราะเป็นการยกตัวอวดตัวอะไรต่าง ๆ
แต่ถ้าหากข้าพเจ้าจะไม่พูดถึงเรื่องของตัวเองในวันนี้ ปาฐกถาเรื่อง สมบัติของนักพูด
ก็จะไม่เป็นปาฐกถาขึ้นได้
เพราะข้าพเจ้าไม่เคยได้เรียนวิชาการพูดจากโรงเรียนใด
และไม่ได้ศึกษาตำรับตำราจริงจังในเรื่องนี้
เรื่องที่ข้าพเจ้าจะได้นำมากล่าวในวันนี้
ก็มีแต่ได้เคยประสบได้เคยใช้และฝึกฝนตนเองมาเท่านั้น
มีคนหลายคนกล่าวว่าข้าพเจ้าพูดเก่ง
ข้าพเจ้าไม่เคยนึกว่าข้าพเจ้าพูดเก่งจริงดังเขาว่าแต่เมื่อทางราชการได้ยอมรับในข้อนี้
ถึงกับให้ราชทินนามแก่ข้าพเจ้า วิจิตรวาทการ
ซึ่งแปลว่า พูดเก่ง พูดเพราะ ดังนี้แล้ว
ข้าพเจ้าเองต้องขวนขวายในวิชาการพูดให้มีติดตัวไว้บ้าง เพื่อให้สมกับราชทินนาม
ในเวลานี้ ข้าพเจ้าจะพูดเก่งสักเพียงไรข้าพเจ้าไม่ทราบ
แต่ข้าพเจ้าทราบอยู่เพียงอย่างเดียวว่า ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นคนพูดเก่งมาแต่เดิม
ตรงกันข้ามธรรมชาติกลับขัดขวางการพูดของข้าพเจ้าไว้แต่เดิมด้วย
ข้าพเจ้าเป็นคนติดอ่างมาแต่กำเนิด และเป็นเอามากด้วย
บิดามารดาได้พยายามแก้ไขมาแต่เล็กแต่น้อยก็ไม่สำเร็จ
จนกระทั่งถึงเวลาที่ข้าพเจ้าแก้ไขตัวเองได้
ความเป็นคนติดอ่างจึงได้ลดน้อยลงและลงท้ายก็รู้ว่าการติดอ่างเกี่ยวกับเส้นประสาทมากกว่าอย่างอื่น
เวลาใดเส้นประสาทของข้าพเจ้าสงบและมั่นคง รู้สึกเป็นนายอย่างแท้จริงแล้ว
ในเวลานั้นข้าพเจ้าพูดไม่ติดอ่างเลยสักคำเดียว
แต่ถ้าเกิดมีความประหม่าขึ้นมาเมื่อไร ข้าพเจ้าก็พูดติดอ่างขึ้นทันที
และพอเริ่มติดอ่างก็รู้สึกกระดาก ความกระดากอันนี้ยิ่งทำให้ติดอ่างมากขึ้น
อีกประการหนึ่งถ้าหากว่าในเวลาพูด พยายามทำถ้อยคำให้หนักแน่น
พูดเป็นจังหวะเป็นตอนโดยสม่ำเสมอไปแล้ว ก็ไม่ติดอ่างพอพูดเร็วหรือ
รีบเร่งอะไรเข้าแล้วก็ติดอ่างทันที ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงใช้วิธีแก้อ่าง 2
ประการคือ 1.
พยายามทำให้พูดหนักแน่นเป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอ และ 2 .
พยายามเป็นนายตัวเอง และมีดวงจิตแน่วแน่อยู่เสมอ ไม่ว่าในเวลาพูดกับใคร สองประการ
นี้เป็นยาขนานเอกที่ดีที่สุดที่แก้อ่างของข้าพเจ้าเกือบหาย
นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของข้าพเจ้า
เรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าจะนำมาบรรยายและท่านผู้ฟังจะเห็นได้ว่าถึงแม้จะเป็นเรื่องส่วนตัวก็ไม่ไร้ประโยชน์สำหรับผู้ฟังเสียทีเดียว
ถ้าบรรดาท่านผู้ฟังมีใครติดอ่างอยู่บ้างข้าพเจ้า ขอแนะนำให้ใช้วิธี 2
ประการที่กล่าวมาข้างต้น
ซึ่งข้าพเจ้าเห็นเป็นยาขนานประเสริฐสุดสำหรับแก้โรคติดอ่าง
และต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะพูดถึงสมบัติของนักพูดต่อไป
วิชาการพูดเป็นศิลปะอันสำคัญอันหนึ่ง
และผู้ที่เป็นนักพูดก็ต้องนับว่าเป็นผู้มีศิลปะอันประเสริฐอันหนึ่งเหมือนกัน
นักพูดเป็นบุคคลจำพวกหนึ่งซึ่งทำให้โลกนี้เป็นที่รื่นรมย์นักพูดที่ดีย่อมสามารถจะดับความทุกข์และให้ความสุขแก่คนทั้งหลายโดยการปลุกหรือปลอบหัวใจด้วยคำพูดอันฉลาดของเขา
การที่นักพูดเป็นที่พอใจของคนทั้งหลายนั้น
ก็เพราะเหตุว่าเขาได้ใช้คำพูดของเขาเป็นเครื่องทำความสุขความรื่นรมย์ให้แก่บุคคล
อันที่จริง คนเราที่เกิดมาในโลก เราจะเห็นโลกเป็นที่สว่าง
คนที่ใจขุ่นมัวอยู่เสมอก็จะเห็นโลกเป็นที่มืด
แต่ในขณะที่หัวใจของเรากำลังขุ่นมัวหรือท้อถ้อยหมดมานะอยู่อย่างนี้
คำพูดของนักพูดที่ดี ๆ ย่อมจะเป็นยาอันประเสริฐสำหรับชโลมหัวใจ
พระพุทธเจ้าเป็นนักพูดที่ประเสริฐสุดองค์หนึ่งของโลก
ใครจะเศร้าโศกทุกข์ร้อนขุ่นหมองอย่างไร ถ้าได้เข้าไปถึงพระองค์แล้ว
ความเศร้าโศกและขุ่นหมองนั้นก็พลันหาย และความสุขความสบายก็จะเกิดขึ้นมาแทนที่
เพราะเหตุนี้ วิชานักพูดจึงเป็นศิลปะอันสำคัญและมีประโยชน์อย่างยิ่งอันหนึ่งของโลก
ฯลฯ
ยังเหลือข้อความสำคัญอีกประการหนึ่งคือ
ท่าทาง มีคนโดยมากเข้าใจผิดไปว่าการออก
ท่าทางประกอบคำพูดให้มาก ๆ
นั้นเป็นการดี แท้จริงการออกท่าทางมาก ๆ นั้น กลับจะทำให้คำพูดเสียไป
ข้าพเจ้าเคยเข้าประชุมนานาประเทศครั้งใหญ่ ๆ มามากและสังเกตเห็นด้วยตาตนเองว่า
นักพูดที่เก่งที่สุดนั้น เขามีท่าทางน้อยที่สุด
เขาระวังตัวไม่ให้โยกโคลงจะมีการเคลื่อนไหวก็แต่เล็กน้อยเพราะการเคลื่อนไหวเหล่านั้นก็มีอาการหนักแน่นอยู่ในตัวเสมอ
ข้าพเจ้าขอจบปาฐกถาเรื่อง สมบัติของนักพูด
เพียงเท่านี้ ถ้าหากจะเป็นประโยชน์แก่ท่านบ้าง ข้าพเจ้าก็จะยินดี
แต่ถ้าไม่เป็นประโยชน์อะไรเลยก็จะไม่เสียใจ
เพราะข้าพเจ้าได้ทำหน้าที่ของข้าพเจ้าบริบูรณ์แล้ว ( ไพรถ
เลิศพิริยกมล 2543 :23-27,อ้างอิง :
กมล การกุศล 2521 : 126-131 )
|