|
บทที่ 3
การฟัง
1. ความหมายของการฟัง
การฟัง
คือ การรับรู้ความหมายจากเสียงที่ได้ยิน เป็นการรับสารทางหู
การได้ยินเป็นการเริ่มต้นของการฟัง
และเป็นเพียงการกระทบกันของเสียงกับประสาทตามปกติ
จึงเป็นการใช้ความสามารถทางร่างกายโดยตรง
ส่วนการฟังเป็นกระบวนการทำงานของสมองอีกหลายขั้นตอนต่อเนื่องจากการได้ยิน
เป็นความสามารถที่จะได้รับรู้สิ่งที่ได้ยิน ตีความและจับความสิ่งที่รับรู้นั้น
เข้าใจและจดจำไว้ ซึ่งเป็นความสามารถทางสติปัญญา
2.จุดมุ่งหมายของการฟัง
เวลาเราฟังเรามักไม่ทันคิดว่า เราฟังเพื่อความมุ่งหมายอะไรแต่เรารู้ว่า
เมื่อเราไปฟังดนตรี เราฟังเพื่อความเพลิดเพลินและความสุขใจเป็นสำคัญ
เมื่อไปฟังปาฐกถา เราอาจฟังเพื่อให้ได้รับความรู้และได้รับความเพลิดเพลินด้วย
แต่ถึงกระนั้นก็ดีหากเรากำหนดจุดมุ่งหมายในการฟังแต่ละครั้งแต่ละเรื่องไว้ก็จะทำให้เราตั้งใจฟังทำให้เกิดความเข้าใจเนื้อหาสาระของเรื่องที่ฟังและได้รับประโยชน์จากการฟังอย่างเต็มที่
เราพอจะแบ่งจุดมุ่งหมายของการฟังออกได้ดังนี้
2.1
การฟังเพื่อติดต่อสื่อสารในชีวิตประจำวัน
การฟังนี้เป็นพฤติกรรมของมนุษย์แต่ดั่งเดิม เช่น
ฟังพ่อแม่ญาติพี่น้องที่อยู่ในบ้านเดียวกันฟังผู้ที่ติดต่อธุระหรือเล่าเรื่องอะไรให้ฟังเราฟังและเราก็โต้ตอบด้วย
การฟังลักษณะนี้มีความจำเป็นมิใช่น้อย เพราะทำให้มนุษย์คงความสัมพันธ์ที่ดีตลอดไป
อันทำให้ดำรงชีวิตได้อย่างปกติ
2.2
การฟังเพื่อความเพลิดเพลิน
การฟังเพื่อความเพลิดเพลิน นอกจากการฟังเพลงและดนตรีแล้ว การฟังเพื่อความสนุกสนาน
หรือ ชวนให้ใช้ความนึกฝันหรือจินตนาการตามเรื่องที่ฟัง
เป็นการผ่อนคลายความตรึงเครียดอันเนื่องจากกิจการงาน และสภาวะสิ่งแวดล้อม
การฟังในส่วนนี้อาจจัดเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมประเภทนันทนาการได้ อย่างไรก็ดี
ความเพลิดเพลินในการฟังขึ้นอยู่กับรสนิยมเวลาสถานที่และอารมณ์
สิ่งที่ทำให้เกิดความเพลิดเพลินได้นั้นได้แก่ เสียงของผู้พูด
หรือผู้อ่านที่ชักนำให้ผู้ฟังรับรู้ถึงสิ่งที่น่าสนใจของเนื้อเรื่องและแก่นเรื่องในนิทาน
นิยาย ความไพเราะของถ้อยคำ ทำนองหรือเหตุการณ์ที่เล่า
มีความขำขันสบอารมณ์ของเรา
2.3
การฟังเพื่อรับความรู้
การฟังชนิดนี้ได้แก่ การฟังเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับวิชาการ ข่าวสาร
และข้อแนะนำต่าง ๆ จะต้องฟังให้เข้าใจ
จดจำสาระสำคัญไว้ให้ดีแล้วใช้ความคิดวิเคราะห์
ตีความสังเคราะห์และประเมินคุณค่าได้ตามลำดับ
2.4
การฟังเพื่อได้คติชีวิตและความจรรโลงใจ
การฟังเพื่อได้คติและความจรรโลงใจได้แก่การฟังพระธรรมเทศนา
คำสอน โอวาท เรื่องราวต่างๆ และบทกวีที่ไพเราะ
ที่ช่วยค้ำชูจิตใจให้สูงขึ้น
การฟังชนิดนี้เป็นการฟังที่ก่อให้เกิดสติปัญญาความสุขุม และวิจารณญาณ
ผู้ฟังจึงต้องฟังอย่างมีความตั้งใจ
การฟังเพื่อให้ได้คติและเกิดความจรรโลงใจในบางโอกาสผู้ฟังควรใช้วิจารณญาณพิจารณาไปด้วย
เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อรู้จักปฏิเสธในสิ่งที่ตนได้พิจารณาแล้วว่าไม่ชอบด้วยเหตุผลหรือขัดต่อความเป็นจริง
การฟังเช่นนี้เป็นการฟังที่ได้ประโยชน์จากการฟังมากพอสมควร
เพราะจะทำให้ได้ความรู้และประสบการณ์
ของผู้พูดด้วย
3. ความสำคัญของการฟัง
ปัจจุบันโลกเจริญรุดหน้าอย่างมากมายในด้านเทคโนโลยี
มนุษย์ขยายการติดต่อสื่อสารออกไปอย่างกว้างขวาง จากทางสารโดยตรงระหว่างบุคคล
ถึงการสื่อสารผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
เช่น โทรเลข โทรศัพท์
วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือแม้แต่ดาวเทียม
ซึ่งเป็นสื่อที่สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันข้ามทวีป ได้ภายในเวลารวดเร็ว
สำหรับการสื่อสารในชีวิตประจำวัน
มนุษย์รับสารด้วยการฟังมาตั้งแต่เริ่มรับรู้สิ่งแวดล้อมต่างๆ
นับตั้งแต่การฟังเสียงของพ่อแม่ แล้วจำเสียงเลียนพูด
จนพัฒนาการสื่อสารเมื่อเติบโตขึ้น การเรียนรู้ขยายขอบข่ายออกไปกว้างขวาง
ไม่ว่าแหล่งความรู้นั้นจะอยู่ไกลเพียงใดก็ตาม มนุษย์สามารถรับสารผ่านสื่อต่างๆ
ได้ด้วยการฟัง โดยทั่วไปการรับสารด้วยการฟัง ในแต่ละวันของคนเราอาจกล่าวได้ว่า
เราใช้เวลาไปในการฟัง มากกว่าการพูด การอ่านและการเขียน
4.
ประโยชน์ของการฟัง
ประโยชน์ในการฟังสามารถแบ่งออกเป็น
2 ประการใหญ่ ๆ ดังนี้
4.1
ประโยชน์ต่อตนเอง
1) การฟังที่ดีเป็นพฤติกรรมของผู้มีมารยาทในการเข้าสังคม
ในวงสนทนาหรือในสถานที่และโอกาสต่างๆ
ไม่มีผู้พูดคนใดที่ชอบให้คนอื่นแย่งพูด หรือไม่ยอมฟังคำพูดของตนเอง
การฟังจึงเป็นพฤติกรรมที่ช่วยสร้างบรรยากาศของความเป็นมิตร ทำให้เกิดความเข้าใจ
การยอมรับและความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน
2) การฟังที่ดีทำให้เราได้รู้เรื่องราวที่ฟังโดยตลอด
สามารถเข้าใจข้อความสำคัญของเรื่องที่ฟังและจุดมุ่งหมายของผู้พูด
3) การฟังที่ดีช่วยสามารถพัฒนาสมรรถภาพการใช้ภาษา
ในทักษะด้านอื่น ๆ กล่าวคือการฟังช่วยให้ผู้ฟังเรียนรู้กระบวนการพูดที่ดีของคนอื่น
นับตั้งแต่การเลือกหัวข้อหรือประเด็นในการพูด การปรับปรุงบุคลิกภาพในการพูด
และวิธีการเสนอสารที่มีประสิทธิผล
4) การฟังที่ดีเป็นพื้นฐานที่ทำให้เกิดสมรรถภาพทางความคิด
ผู้ฟังได้พัฒนาพื้นฐานความรู้
และสติปัญญาจากการรวบรวมข้อมูลและข้อคิดต่างๆ จากการฟัง
5)
การฟังที่ดีทำให้เราได้เพิ่มศัพท์
และเพิ่มพูนการใช้ถ้อยคำภาษาได้อย่างรัดกุมและเหมาะสม
ผู้ฟังจะสังเกตการใช้ศัพท์และถ้อยคำของผู้พูด
ศึกษาวิธีการใช้ถ้อยคำหรือสำนวนโวหารจากผู้พูดแล้วจดจำ
ไปเป็นแบบอย่างในการพูดและการเขียน
4.2 ประโยชน์ต่อสังคม
การฟังที่ดีเป็นกระบวนการสื่อสาร
ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ
ในแง่ที่ผู้ฟังนำความรู้แง่คิดต่างๆไปใช้ โดยผู้ฟังเองได้รับผลดีจากการปฏิบัติ
และสังคมได้ประโยชน์ทางอ้อม ตัวอย่างเช่น การฟังการอภิปรายเรื่อง การรักษาสุขภาพ
ส่วนบุคคล ผู้ฟังได้รับความรู้แนวคิดต่างๆ ในการรักษาสุขภาพจากการฟัง
ถ้าผู้ฟังนำไปปฏิบัติตาม ผู้ฟังย่อมมีสุขภาพ พลานามัยแข็งแรงสมบูณร์ในขณะเดียวกันสังคมนั้นจะมีสมาชิกของสังคมที่มีสุขภาพที่แข็งแรง
สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5.หลักการฟัง
การฟังที่ดีมีหลักสำคัญในการฟังดังนี้
2)
ฟังเพื่อจับใจความสำคัญ
3)
ฟังเพื่อหาข้อโต้แย้ง หรือคล้อยตาม
ในการฟังแต่ละครั้ง อาจมีจุดมุ่งหมายในการฟังสองหรือสามประการในการฟังแต่ละครั้ง
ดังนั้น
เราจะสังเกตเห็นในการฟังแต่ละครั้งนั้น
บางทีเราฟังการอภิปรายเราต้องใช้เหตุผลในการฟังคือเราต้องใช้การฟังเพื่อหาข้อโต้แย้งหรือคล้อยตามหรือการฟังสารเพื่อความจรรโลงใจเราต้องใช้
เหตุผลในการฟังแตกต่างกันออกไป
6. การฟังในชีวิตประจำวัน
ในวันหนึ่งๆ
ผู้ฟังรับสารต่างๆ หลายลักษณะ ได้แก่
2)
การฟังข่าวสาร
3)
การฟังสิ่งบันเทิง
7.ขั้นตอนของการฟัง
มนุษย์มีกระบวนการฟัง 6 ขั้น คือ
2)
ขั้นแยก
3)
ขั้นยอมรับ
4)
ขั้นตีความ
5)
ขั้นเข้าใจ
6)
ขั้นเชื่อ เป็นขั้นที่อยู่กับความสามารถของผู้ฟัง
ที่จะตัดสินว่าประโยคหรือสิ่งที่ฟังมานั้นมีความจริงเพียงใด เชื่อถือได้เพียงใด
และยอมรับได้หรือไม่
คนเรามีประสิทธิภาพในการฟังเมื่อมีกระบวนการฟังครบทุกตอน
แต่กระบวนการฟังของคนเรามีไม่เท่ากัน บางคนมีกระบวนการฟังเพียงขั้นเดียว
บางคนมีกระบวนการฟังถึงขั้นที่ห้า
นอกจากนี้อาจอธิบายได้อีกแง่หนึ่งว่า
การฟังสารที่มีประสิทธิภาพตลอดจนได้รับประสิทธิผลจากการฟังเป็นอย่างดี
ผู้ฟังฟังอย่างเข้าใจ ฟังแล้วจับประเด็นของเรื่องได้ ตีความสารได้
ประเมินค่าสารได้ เป็นต้น
8.
ลักษณะการฟังของมนุษย์ทั่วไป
ลักษณะการฟังของมนุษย์ มีลักษณะ 3
แบบ คือ
1)
การฟังด้วยความสมัคใจ
เป็นพฤติกรรมการฟังที่เกิดจากผู้ฟังเห็นประโยชน์และ รู้คุณค่าของการฟัง
ฟังเพราะพอใจคนพูด หรือฟังเพราะความอยากรู้อยากเห็นในเนื้อหาเรื่องที่ฟัง
2)
การฟังด้วยความไม่สมัครใจ
เป็นพฤติกรรมการฟังที่เกิดมีสิ่งเร้าให้ฟัง เช่น
มีการโฆษณาว่าผู้ฟังจะได้ฟังเรื่องแปลกๆ
หรือการใช้เสียงกระตุ้นให้ผู้ฟังเกิดความสนใจอยากฟัง
3)
การฟังที่เป็นนิสัย
พฤติกรรมการฟังที่ฟังจนติดเป็นนิสัย
เกิดจากการที่ผู้ฟังได้รับฝึกฝน อบรมบ่มนิสัยให้ฟัง จนมีนิสัยและความเคยชิน
ที่จะสนใจฟังเรื่องราวต่างๆ โดยไม่ต้องมี
สิ่งเร้าอื่นๆ
มาทำให้เกิดความอยากฟัง
9.ลักษณะการฟังที่มีประสิทธิภาพ
1)
ฟังด้วยความสนใจ
ไม่ว่าเรื่องที่ฟังจะเป็นเรื่องยาก สลับซับซ้อนอย่างไรก็ตาม
2)
ฟังผู้พูดทุกคน
โดยไม่เลือกว่าผู้พูดคนนั้นเป็นคนพูดดี หรือพูดเก่ง
ให้เข้าใจความหมายที่ผู้พูดสื่อสารออกมา
3)
ฟังโดยจับใจความ
เรื่องที่ฟัง รู้ความหมายของคำพูด
และความหมายที่ผู้พูดแสดงออกมาทางอากัปกิริยา ท่าทาง สีหน้าหรือ นัยน์ตา
4)
ฟังด้วยความอดทน
5)
ฟังโดยสังเกตอย่างถี่ถ้วน
7)
ฟังโดยการไม่ถือการเล่น
สำนวนเป็นใหญ่
8)
ฟังโดยไม่ขัดคอ
9)
ฟังเพื่อพยายามหาข้อตกลงร่วมกับผู้พูด
10)
ฟังโดยทำความเข้าใจให้ตรงกันกับผู้พูด
ฟังด้วยจิตว่าง ปราศจากอคติต่อผู้พูด ฟังอย่างเข้าซึ้งถึงจิตผู้พูด
และพยายามเข้าใจสารของผู้พูดอย่างชัดเจน
10.
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการฟัง
จากการศึกษาลักษณะการฟังที่ดีของ ราล์ฟ จี นิโคลส์
พบว่าการฟังได้อย่างเข้าใจและมีประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับปัจจัยต่อไปนนี้
2)
ผู้ฟังมีความศรัทธาต่อผู้พูด
3)
ผู้ฟังเชื่อมั่นว่าการฟังเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เกิดการเรียนรู้
5)
ผู้ฟังที่เป็นชายฟังได้ดีกว่าผู้ฟังที่เป็นหญิง
6)
สถานที่ฟังโปร่ง
อากาศถ่ายเทได้ดีและมีอุณหภูมิพอเหมาะสม ไม่ร้อนหรือเย็นมากเกินไป
7)
ผู้ฟังใช้ภาษาเดียวกับผู้พูดผู้ฟังจึงสามารถเข้าใจถ้อยคำภาษาของผู้พูดได้ดี
8)
ผู้ฟังสำเร็จการศึกษาระดับมัธยม
และเคยฝึกฝนการพูดในโรงเรียนมาบ้างแล้ว
9)
ผู้ฟังมีประสบการณ์ในการฟังคำอธิบายเรื่องที่มีเนื้อหายากมาบ้างแล้ว
อย่างไรก็ตาม
แม้ว่าเราจะมีลักษณะการฟังดังกล่าวแล้วก็ตาม สิ่งที่สำคัญคือ
เราต้องมีความเชื่อมั่นว่าเราต้องปรับปรุงสมรรถภาพ การฟังอยู่เสมอ
โดยสังเกตข้อบกพร่องในการฟังด้วย และต้องแก้ไขปรับปรุงการฟังทุก ๆ ครั้ง
11.
การฟังนำไปสู่การจดจำ การตัดสินและการประเมินผล
จุดมุ่งหมายของการฟังที่แท้จริงคือ
ฟังแล้วสามารถระลึกถึงสิ่งต่างๆ
ที่เราเคยฟังมาแล้วนำไปสู่การจดจำเมื่อความคิดของเรา
เชื่อมโยงสัมพันธ์กับสิ่งที่ฟังมาแล้ว
โดยเฉพาะถ้าเรื่องที่ฟังมามีลักษณะดังต่อไปนี้
2)
เป็นใจความสำคัญของผู้พูด ซึ่งสรุปสั้น
ทำให้จดจำได้รวดเร็ว
3)
เป็นแนวคิดที่เด่นชัด
ซึ่งผู้ฟังจดจำได้ทันที
4)
จดบันทึกด้วยถ้อยคำที่เข้าใจง่าย
การจดจำสิ่งที่ฟังมาเป็นพฤติกรรมที่ควรส่งเสริมควบคู่กับพฤติกรรมการฟังอย่างเข้าใจดังนั้นในขณะที่ฟัง
เราควรทำความเข้าใจสารพร้อมๆ
กับคิดทบทวนไตร่ตรองแล้วเชื่อมโยงไปสู่สิ่งที่เราเคยฟังมาก่อน
พฤติกรรมการฟังเช่นนี้จะทำให้ความคิดที่เกิดจากการฟังขยายวงความคิดออกไปได้กว้างขวาง
และเราสามารถจดจำเรื่องที่ฟังได้แม่นยำและชัดเจนยิ่งขึ้น
12.
การฟังการสนทนา
การสื่อสารระหว่างบุคคลเป็นการสื่อสารขั้นพื้นฐาน ที่สำคัญในการสื่อสารของมนุษย์
มนุษย์จำเป็นต้องกระทำเป็นปกติในการดำรงชีวิต เช่น การฟังการกล่าวการทักทาย
การไตร่ถามความทุกข์ความสุข การสนทนาถกเถียง การปรึกษาหารือ การเจรจาธุระกิจระหว่างบุคคล
และการฟังการสนทนาโทรศัพท์ เป็นต้น
อุปสรรคการฟังการสนทนา
อุปสรรคการฟังการสนทนานั้น แบ่งแยกออกเป็น 6 อย่าง
2)
ความคิดเร็วหรือช้ากว่าคำพูดของคู่สนทนา
3)
อวัยวะในการฟังบกพร่อง
4)
ความรู้ด้านภาษามีน้อย
5)
อารมณ์หวั่นไหวต่อคำพูดการใช้ภาษาของผู้พูด
6)
การสื่อสารต่างวัฒนธรรม
การฟังการสนทนาที่ดี
การสื่อสารระหว่างบุคคลที่สัมฤทธิ์ผลคือผู้รับฟังต้องมีการฟังที่ดีมีลักษณะการฟังดังนี้
2)
แสดงให้ผู้พูดเห็นว่า ฟังอยู่ตลอดเวลา
3)
มีกิริยาอาการที่แบบผูกไมตรี
ประโยชน์การฟังการสนทนา
ประโยชน์ของการฟังการสนทนาที่ผู้ฟังจะได้รับโดยตรง
1)
สร้างและกระชับความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น
2)
ช่วยให้ประสบความสำเร็จในงานอาชีพ
ผลพลอยได้จากการฟังการสนทนาได้แก่
2)
ช่วยให้งานอาชีพหลายอาชีพประสบความสำเร็จมากขึ้น
3)
นำไปสู่การได้ประโยชน์โดยไม่ได้คาดหมาย
13. การฟังการอภิปราย
การฟังการอภิปรายเป็นการฟังการสื่อสารภายในกลุ่มเป็นการฟังการสื่อสารที่มีบุคคลร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป
และบุคคลภายในกลุ่มจะเป็นจำนวนเท่าใดไม่จำกัดลักษณะการฟังการอภิปรายมีดังต่อไปนี้
2)
ผู้ฟังรับทราบข้อตกลง หรือข้อสรุป
3)
ผู้ฟังอาจฟังเพื่อการตัดสินใจ
อุปสรรคการฟังการอภิปราย
การฟังการอภิปรายมีอุปสรรคในการฟังดังนี้
1)
ในขณะที่มีผู้พูดการอภิปรายคนอื่นอาจสนทนากันทำให้เกิดความรำคาญทำให้ผู้ฟังคนอื่นเสียสมาธิ
2)
ผู้ฟังคิดว่าเรื่องที่ฟังไม่ใช่เรื่องของตน
3)
ผู้ฟังแสดงบทบาทเป็นฝ่ายค้านโดยตลอดในการฟัง
4)
ผู้ฟังบางคนใจแคบไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น
5)
ผู้ฟังไม่ติดตามการสื่อสารตลอดเวลาอาจรับสารไม่ครบถ้วน
6)
ผู้ฟังบางคนมีทัศนคติผิดต่อการเข้าประชุม
7)
ผู้ฟังเข้ารับฟังโดยไม่ได้เตรียมตัวล่วงหน้าก่อนว่า เรื่องต่างๆ
ที่นำมาอภิปรายมีความสำคัญต่อกลุ่ม
8)
ผู้ฟังไม่มีมารยาทในการฟังการอภิปราย
9)
อุปสรรคอาจเกิดจากสภาพทางกาย
ลักษณะการฟังอภิปรายที่ดี
2)
ฟังอย่างสงบ มีกิริยาท่าทางที่สุภาพ
ไม่พูดคุยหรือกระซิบกระซาบกับคนที่นั่งใกล้กัน
ประโยชน์ของการฟังการอภิปราย
การฟังการอภิปรายไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเล็กหรือใหญ่ในการอภิปรายแต่ละครั้งจะต้องมีประโยชน์ในการพัฒนากลุ่มของตนให้เจริญก้าวหน้าต่อไป
ซึ่งมีประโยชน์ในการฟังดังนี้
2)
เป็นเครื่องมือในการแสวงหาข้อเท็จจริง ข้อเสนอแนะต่าง ๆ จากบุคคลหลาย ๆ
คนอันเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ และดำเนินกิจกรรมของกลุ่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี
0
14. การฟังเทศนา
การฟังเทศนาจัดเป็นการฟังสารประเภทโน้มน้าวจิตใจ
ผู้ฟังต้องใช้การพิจารณาแยกสารให้ได้ว่าผู้พูดมีจุดมุ่งหมายอย่างไร
และจุดมุ่งหมายนั้นเป็นสิ่งที่ดี หรือแนะนำชักจูงให้ผู้ฟังกระทำสิ่งใด
วิธีการฟังเทศนามีการฟังดังนี้
1.
ฟังแล้วพิจารณา
ว่าผู้พูดมีวิธีการพูดชักจูงใจที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ฟัง
หรือผู้พูดมีวิธีการพูดที่เสริมสร้างความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด
2.
ฟังแล้ววิเคราะห์ สิ่งต่อไปนี้
2)
สารที่ผู้พูดสื่อสารมานั้นสามารถสนองความต้องการพื้นฐานของผู้ฟังหรือไม่
3)
ผู้พูดใช้ภาษาที่มีลักษณะเร้าอารมณ์ หรือกระตุ้นความรู้สึกของผู้ฟังอย่างไร
ลักษณะการฟังเทศนาอีกประการ
การฟังเทศนาจัดเป็นการฟังสารประเภทจรรโลงใจทำให้ผู้ฟังเกิดปัญญา ความสุขุมรอบคอบ
มีจินตนาการและทำให้เกิดความซาบซึ้ง หรือสุขใจจากการฟัง
วิธีการฟังมีลักษณะการฟังดังนี้
1)
ฟังด้วยความตั้งใจ ความสบายใจ ไม่เคร่งเครียด
เอาจริงเอาจัง จากการฟังสาร
2)
ฟังแล้วพิจารณาว่า สารนั้นให้ความจรรโลงใจในแง่ใด
3)
ฟังอย่างเข้าใจ และจับสาระสำคัญได้
4)
ฟังแล้วสร้างจินตนาการให้ตรงตามลักษณะของสาร
5)
พิจารณาดูว่าภาษาที่ใช้เหมาะสมกับรูปแบบเนื้อหา และผู้รับสารหรือไม่เพียงใด
15. การฟังเพลง
การฟังเพลงจัดเป็นการฟังสารประเภทการบันเทิงเพื่อความสนุกสนานและผ่อนคลายความเครียด
และเป็นการแสดงออกให้เห็นความรู้สึกความนึกคิดจินตนาการที่ผู้สื่อสารออกมา
การฟังเพลงนั้นอาจแยกออกเป็นลักษณะของเพลงต่าง ๆ เช่น เพลงเพื่อชีวิต
เพลงลูกทุ่ง
เพลงลูกกรุง เป็นต้น
ลักษณะการฟังเพลงนั้นอาจแยกออกเป็นประเด็นได้ดังนี้
16. การฟังนิทาน
การฟังนิทานเป็นการฟัง สารประเภทที่ให้ข้อคิดคติ
เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นการใช้สติปัญญาและแง่คิดต่างๆ
การฟังนิทานนี้เราต้องฟังเพื่อให้ได้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลินเพราะนิทานเรื่องหนึ่งๆ
เวลาจบ แต่ละเรื่องจะมีคติธรรมหรือมีการแสดงออกให้เห็นถึงการใช้ปัญญา
แก้ปัญหาของตัวละคร
ตัวอย่างนิทาน เช่น เรื่องศรีธนนชัยเจ้าปัญญา มีเรื่องเล่าว่า
|
ในครั้งหนึ่งพระเจ้าแผ่นดินต้องการทดลองปัญญาของศรีธนนชัย เพราะมีคนเล่าลือว่า
ศรีธนนชัย
เป็นผู้มีปัญญาเมื่อพระองค์ได้สดับกิตติศัพท์ของเขา
จึงมีราชองค์การรับสั่งให้เข้าเฝ้า เมื่อเขาได้เข้าเฝ้าแล้วพระองค์จึงตรัสว่า
ต้องการทดลองปัญญาของเขา โดยในวันพรุ่งให้พบกันที่ชายทะเล
เมื่อเขากลับมาแล้วพระราชาก็ทรงรับสั่งให้ทหารของพระองค์
ที่จะร่วมทดลองปัญญาของเขา ให้นำไข่ไก่ไปฝังไว้ที่ชายทะเล เพื่อที่จะทำให้ศรีธนนชัยจนปัญญาในการแก้ปัญหา
พอถึงวันรุ่งขึ้นพระราชาและทหารของพระองค์ก็พร้อมกันที่ทะเล
เมื่อถึงทะเลแล้วพระองค์จึงตรัสว่า ให้ทหารของพระองค์และศรีธนนชัยลงไปอยู่ในน้ำทะเล
แล้วให้วิ่งขึ้นมาบนบกใครไม่มีไข่ในมือจะถูกประหารชีวิต
เมื่อพวกทหารวิ่งขึ้นมาก็วิ่งไปเอาไข่ที่ตนเองซ่อนไว้ ส่วนศรีธนนชัยไม่รู้จะหาไข่ได้ที่ไหน
พอวิ่งขึ้นมาบนบกก็คิดว่าหากไม่มีไข่ไก่ คงถูกประหารชีวิตเป็นแน่
จึงใช้ปัญญาในการแก้ปัญญาโดยการที่เมื่อขึ้นมาบนบกแล้วก็ขัน
แล้วบอกว่าตนเป็นไก่ตัวผู้ ไม่สามารถออกไข่ได้ เมื่อเขาพูดเช่นนี้
พระราชาก็ไม่รู้จะเอาผิดอย่างไร เหตุนั้นเขาจึงไม่ถูกประหารชีวิต |
นี้เป็นตัวอย่างของนิทาน ที่ให้ความรู้และความสนุกในการใช้ปัญญาแก้ปัญหา
พอสรุปได้ว่าในนิทานทุกเรื่องนั้นให้ความรู้ ข้อคิดตลอดถึงความสนุกสนาน
คติเตือนใจ
การฟังนิทานนี้เราต้องฟังด้วยความสนใจ สามารถจับใจความของเรื่องที่ฟังและเข้าใจ
ความหมายของนิทานที่ฟัง
จำคติที่ได้จากเรื่องที่ฟังแล้วนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ และนำไปเล่าอีก
ทีหนึ่งเมื่อมีเหตุการณ์ที่น่าจะเข้ากับนิทานที่เราจะพูด
17.
การฟังสารจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์
การฟังสารที่ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจัดเป็นสื่อมวลชนในที่นี้ได้แก่
วิทยุกระจายเสียง
โทรทัศน์ ภาพยนตร์
สื่ออิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้แพร่หลายอยู่ในหมู่ผู้ฟังเป็นจำนวนมากทั่วประเทศ
โดยเฉพาะวิทยุกระจายเสียงนับว่าเป็นสื่อที่แพร่หลาย ดังนั้น
การฟังสารประเภทนี้จึงมีลักษณะ
ควรปฏิบัติในการฟังดังนี้
2)
ฟังสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วยใจเป็นกลาง
3)
ฟังแล้วเก็บสารสำคัญไว้ได้
อุปสรรคในการฟังสื่อจากอิเล็กทรอนิกส์
อุปสรรคในการฟังสื่อจากอีเล็กทรอนิกส์ แบ่งออกเป็น 4 คือ
2)
มีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา
3)
ใช้สื่อบดบังสาร
4)
อวัยวะในการรับฟังบกพร่อง
ประโยชน์ในการฟังสารจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์
การฟังสารจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์ซึ่งผู้ฟังได้รับสาระประโยชน์ตามต้องการของตนมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับการฟัง
ดังนั้นประโยชน์ที่จะได้จากการฟังมีดังนี้
2)
สามารถใช้ความรู้ที่ได้จากข่าวสารมาเป็นเครื่องมือในการดำเนินธุรกิจ
3)
ได้รับการถ่ายทอดความรู้
4)
ได้ผ่อนคลายความตรึงเครียด
5)
ได้ปรับปรุงทัศนคติและพฤติกรรมตามที่สังคมปรารถนา โดยผู้ฟังสื่ออิเล็กทรอนิกส์
ได้รับข้อคิดเห็น ข้อแนะนำต่างๆ เป็นต้น
|