บทที่  2

 

การสื่อสารของมนุษย์

 

1.องค์ประกอบของการสื่อสาร
 

 

            เราพอจะสรุปได้ว่า  เมื่อใดที่เกิดการสื่อสารขึ้น  สิ่งที่ถือว่าเป็นหัวใจในการสื่อสารก็คือ   ภาษานั่นเอง   การสื่อสารมีองค์ประกอบสำคัญ  ดังนี้

                 
            
1) ผู้ส่ง   คือ ผู้ที่ใช้อาณัติสัญญาณ (เครื่องหมายสัญลักษณ์ และอื่น ๆ ที่มนุษย์คิดสร้างขึ้นมาอย่างเป็นระบบ ถ่ายทอดความหมายที่เกิดขึ้นในใจของบุคคลนั้น

                  2) สื่อ  คือ  เครื่องมือที่ผู้ส่งสารใช้ในการเคลื่อนความหมายที่เขาต้องการไปยังบุคคลอื่น

                  3) สาร   คือ  ภาษาที่จะต้องเรียบเรียงอย่างเป็นระเบียบและมีเนื้อหาชัดเจน

                  4) ผู้รับ  คือ  บุคคลซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้ส่งต้องการกำหนดให้รับรู้ร่วมกัน

            การสื่อสาร  อาจจะสรุปได้โดยย่อ  ดังนี้ คือ  บุคคล  ฝ่าย,   วิธีการติดต่อ, และเรื่องราวให้รับรู้ความหมายร่วมกัน

            

2. ภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร

                       

            ภาษาที่มนุษย์ใช้สื่อสารแบ่งออกได้เป็น  ประเภทใหญ่ ๆ คือ  วัจนภาษา  หมายถึง ภาษาที่ใช้คำพูดทั่วไป  และ อวัจนภาษา  หมายถึง  ภาษาที่ไม่ใช้ถ้อยคำ   ตั้งแต่ กล่าวมาข้างต้นล้วนแล้วแต่เป็นวัจนภาษาทั้งนั้น  ในส่วนนี้จะกล่าวถึงอวัจนภาษา  ซึ่งแบ่งออกเป็นหลายประการด้วยกัน

                  1) การแสดงออกทางใบหน้า    เช่น  ผู้ส่งสารยิ้มแย้มแจ่มใส แสดงว่า เต็มใจหรือพอใจในการสื่อสาร  ถ้ามีสีหน้าบึ้งตึง  เคร่งเครียด   แสดงว่า ผู้ส่งสารไม่เต็มใจหรือไม่พอใจ  เป็นต้น

                  2) ท่ายืน  ท่านั่ง  และการทรงตัว     ท่ายืน  ท่านั่ง และการทรงตัว  ในลักษณะต่าง ๆ ย่อมล้วนแต่แสดงความหมายของแต่ละลักษณะต่างกันออกไป 

                  3) การแต่งกาย     การแต่งการให้เหมาะสมแก่กาลเทศะและสภาพแวดล้อมทางสังคมมีผลสำคัญมาก ต่อการสื่อสารเช่นเดียวกัน

                  4) การใช้นัยน์ตา     การใช้นัยน์ตาส่งสาร ส่วนมากจะเป็นการแสดงอารมณ์  ความรู้สึกต่าง ๆ เช่น  ความแปลกใจ  ความสนใจ   ความลังเลใจ  ฯลฯ เป็นต้น  

 

3. ภาษากับการเทศน์ตามแนวทางแห่งพุทธ

 

            คุณสมบัติของผู้ส่งสารที่พึงประสงค์ตามแนวพุทธ  จำเป็นต้องประกอบไปด้วยสัปปุริสธรรม ประการ  ดังที่มาในสัตตกนิบาต  อังคุตตรนิกาย  คือ

1)      ธัมมัญญุตา  เป็นผู้รู้ธรรมะคือหลักการ  หลักความจริง  เนื้อหาสาระของเรื่องที่จะ

สื่อสาร  รู้แจ้งแทงตลอดทั้งทฤษฎีและปฏิบัติในศาสตร์และศิลป์ของตน

                  2)  อัตถัญญุตา  คือรู้จักเนื้อหาสาระ   ความมุ่งหมาย  วัตถุประสงค์ของการสื่อสารที่

แน่นอนชัดเจน  (Goal   oriented )

                  3)  อัตตัญญุตา   คือรู้จักตนเอง  รู้ว่าตนคือใคร  มีความพร้อมหรือไม่  พร้อมอย่างไร  การรู้จักตนเองเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง  เมื่อเรารู้จักตนเองดีแล้วจะนำไปสู่การยอมรับตน    (Self  Acceptance) และจะเปิดเผยตน  (Self  Disclosure)  สามารถสื่อสารภายในตนได้อย่างดียิ่ง 

                  4)  มัตตัญญุตา  คือรู้จักประมาณ  รู้จักความพอดี  การสื่อสารบางอย่างหากมากเกินไปผู้รับสารก็รับไม่ได้  หากน้อยเกินไปก็ไม่เพียงพอ  

                  5)  กาลัญญุตา  คือรู้จักเวลา  ผู้ส่งสารต้องรู้จักเวลาในการสื่อสารว่าเวลาไหนควรเวลาไหนไม่ควร  หากผู้ส่งสารไม่รู้จักเวลาในการสื่อสารย่อมทำให้การสื่อสารนั้นมีประสิทธิภาพลดลง

                  6) ปริสัญญุตา  คือรู้จักชุมชน  รู้จักสังคม  ในทางนิเทศน์ศาสตร์เรียกว่า  กลุ่มผู้รับสารหรือกลุ่มเป้าหมาย  ผู้ส่งสารต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมาย  การสื่อสารจึงจะประสบความสำเร็จ  ยิ่งรู้จักมากเท่าไร  การสื่อสารยิ่งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเท่านั้น      การที่พระพุทธเจ้าทรงเผยแผ่พุทธธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น  เพราะพระองค์รู้แจ้งแทงตลอดเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมาย  จึงทำให้การเผยแผ่พุทธธรรมของพระองค์ประสบความสำเร็จ

                  7)  ปุคคลปโรปรัญญุตา  รู้จักความแตกต่างระหว่างบุคคล  ว่าผู้รับสารแต่ละคนแต่ละกลุ่มมีลักษณะเฉพาะเป็นของตนเอง  มีจริตอัธยาศัย  มีศักยภาพในการรับสารมากน้อยแค่ไหนเพียงใดการที่ผู้ส่งสารรู้ความแตกต่างระหว่าบุคคลได้นั้น  ทำให้แยกแยะผู้รับสารได้

 

4. องค์ประกอบของผู้รับสารตามแนวพุทธ

 

            องค์ประกอบของผู้รับสารตามแนวทางแห่งพุทธ  แบ่งผู้รับสารออกเป็น กลุ่ม  โดยเปรียบเหมือนดอกบัว  เหล่าได้แก่

                  1) อุคฆฎิตัญญู  คือ กลุ่มบัวพ้นน้ำ  เมื่อได้รับแสงอาทิตย์จะแย้มบานทันที  กลุ่มนี้เปรียบเสมือนผู้มีปัญญา

เฉียบแหลมมีการศึกษาดีแล้ว  ไม่ต้องการเนื้อหาหรือการอธิบายมาก  เพียงแค่ยกหัวข้อธรรมะก็สามารถรู้ได้

                  2) วิปจิตัญญู คือ กลุ่มบัวใต้ผิวน้ำ  เพียงรอวันจะโผล่พ้นน้ำขึ้นมารับแสงอาทิตย์แล้วแย้มบานในวันรุ่งขึ้นเปรียบเสมือนผู้มีปัญญามากอยู่แล้ว ให้ข้อมูลข่าวสารเพียงเล็กน้อยก็เข้าใจได้  ยังประโยชน์ให้สำเร็จ

                  3) เนยยะ  คือ กลุ่มบัวที่จมอยู่กลางน้ำ  โอกาสที่จะโผล่ขึ้นมาพ้นน้ำเพื่อจะรับแสงอาทิตย์แล้วแย้มบานได้ซึ่งเปรียบเสมือนคนที่มีปัญญาปานกลาง  หากประคับประคองดี ๆ  โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตก็มีมาก  การสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้ต้องละเอียดอ่อน  เนื้อหาต้องตรงประเด็นชัดเจนและถูกต้อง  เพราะกลุ่มนี้ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรง่าย ๆ

                  4) ปทปรมะ คือ  กลุ่มบัวในโคลนตม  คือบัวที่ยังเป็นหน่อยังไม่โผล่พ้นโคลนตมขึ้นมา  โอกาสที่จะเป็นอาหารของปลาและเต่าก็มีอยู่มาก  เปรียบเสมือนผู้รับสารที่มีปัญญาทึบ  ห่อหุ้มด้วยอวิชชา  คือความไม่รู้แจ้ง  การสื่อสารกับบุคคลกลุ่มนี้ต้องออกแรงมากจึงประสบความสำเร็จ  หรือบางครั้งอาจต้องเลิกลาไปเฉย ๆ กลุ่มนี้จะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงอะไรง่าย ๆ หรือไม่เปลี่ยนแปลงเลย

 

5. องค์ประกอบของสารตามแนวพุทธ 

 

            องค์ประกอบของสารตามแนวทางแห่งพุทธ   มี  ประการ  คือ

                  1) สัจจะ   ได้แก่  เรื่องที่เสนอต่อมวลชนนั้นต้องเป็นเรื่องจริง  เสนอหรือส่งสารตามความเป็นจริงไม่บิดเบือน

                  2) ตถตา     เรื่องแท้  เรื่องที่เสนอหรือส่งสารนั้นต้องเป็นเรื่องแท้   เสนอตามสภาพที่แท้จริงไม่คาดเดา  ไม่แต่งแต้มใส่สีตีไข่

                  3) กาละ       เรื่องที่เสนอนั้นต้องเหมาะสมกับกาลเวลา

                  4) ปิยะ         เรื่องที่เสนอนั้นต้องเป็นเรื่องที่คนชอบ

                  5) อัตถะ      เรื่องที่เสนอนั้นหรือเรื่องที่ส่งสารนั้น   ต้องเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม  แต่ในบางครั้ง   บางสถานการณ์ผู้ส่งสารอาจต้องพิจารณาด้วยปัญญาว่า  บางเรื่องไม่เหมาะกับเวลา  อาจจะไม่เป็นที่ชอบใจของคนบางกลุ่มบางคนแต่เมื่อเสนอเรื่องนั้นไปแล้วเกิดประโยชน์ต่อมหาชน  ผู้ส่งสารอาจจะต้องกระทำหรือควรกระทำ 

 

6.องค์ประกอบที่สำคัญของการใช้ภาษาตามหลักนิเทศน์ศาสตร์  คือ

 

              1) ความกระจ่างชัดของภาษา  ภาษาที่ใช้ต้องชัดเจนไม่คลุมเครือ  หรือก่อให้เกิดความ

สับสน  นั่นคือภาษาที่ใช้ต้องมีลักษณะต่อไปนี้

                        ถูกต้องชัดเจน  คือใช้ถ้อยคำที่ถ่ายทอดความคิดเห็น  ความรู้สึกของผู้พูดได้ดี

                        มีความหมายแจ่มชัด  และมีความสัมพันธ์กับคำอื่น ๆ ได้กลมกลืนสมเหตุสมผล  ชวนฟัง

                        ใช้คำชี้เฉพาะ  ก่อให้เกิดความเข้าใจได้ดี  ไม่ใช้ถ้อยคำที่เป็นนามธรรม ฟังแล้ว งุนงง  หรือตีความไม่ได้โดยยึดความรู้และภูมิหลังของผู้ฟังเป็นสำคัญ

                        อย่าใช้คำที่ไม่จำเป็น  หรือคำคุณศัพท์ที่ให้รายละเอียดที่ไม่สำคัญ  เพราะจะทำให้ไม่กระชับและเยิ่นเย้อ

                        สร้างความสมเหตุสมผล   ใช้เหตุผลกล่าวอ้างหรือแสดงลำดับความและเหตุการณ์อย่างถูกต้องเข้าใจได้ดี  อันเกิดจากความสามารถในการเลือกใช้ภาษาและแต่งประโยคที่ไพเราะและชัดเจน

                  2) การใช้ภาษาที่ทำให้ผู้ฟังเกิดภาพได้   ด้วยการใช้ เปรียบเทียบอุปมาอุปไมย  หรือ

ยกตัวอย่างกับสิ่งที่ผู้ฟังรู้จักและคุ้นเคย  

                  3) ใช้การย้ำคำเพื่อสร้างจุดเด่น  หรือความสำคัญของเนื้อหาด้วยการให้ผู้ฟังรับเข้าใจในประเด็นสำคัญหรือแก่นของเนื้อหาให้ได้

                  4) ความเหมาะสมของการใช้ภาษา   ใช้ภาษาให้เหมาะสมกับความต้องการ  ความสนใจ  ความรู้  และทัศนคติของผู้ฟัง  

            ปรมะ  สตะเวทิน    ได้กล่าวสรุปถึงข่าวสารที่ดีในหลักนิเทศน์ศาสตร์ไว้ว่าข่าวสารข้อมูลที่ดี  ตามหลักของเฮนรี่  เอส  บรินเกอร์ส  (Henry  S. Brinkers)  จะต้องประกอบไปด้วยลักษณะสำคัญ  ประการ  คือ

                  1) มีความถูกต้อง               (Accuracy)

                  2) มีความตรงกับกรณี        (Relevant)

                  3) มีความเหมาะกาละ        (Timely)

                  4) มีความบริบูรณ์พอเพียง              (Sufficiency)

                  5) ไม่มีอคติ                        (Lack  of  Bias)

                  6) มีจำนวนพอเพียง           (Adequacy)

            บรู๊ซ  เอฟ.ไบร์ด  (Bruce  F. Baird) ได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวสารข้อมูลที่ดีต้องประกอบด้วยลักษณะดังต่อไปนี้  คือ

                  1) เชื่อถือได้            (Reliable)

                  2) ประหยัด            (Economical)

                  3) จำเป็น                           (Necessary)

                  4) ถูกต้อง               (Accurate)

                  5) ใช้ประโยชน์ได้  (Usable)

            กัทลิพ  และเวนต์เตอร์  (Cutlip and venter)  ได้กล่าวถึงประสิทธิภาพของการสื่อสารว่าต้องประกอบด้วยหลักสำคัญ  ประการ  คือ

                  1) ความถูกต้องและน่าเชื่อถือ  (Credibility)  การสื่อสารที่จะได้ผล  สารจะต้องมีความถูกต้อง  และผู้ส่งสารควรจะเป็นผู้น่าเชื่อถือ  เป็นผู้มีความรู้หรือเชี่ยวชาญ  มีความน่าไว้วางใจและเป็นที่ยอมรับของผู้รับสาร   

                  2) ความเหมาะสมกับกาลเทศะ  (Context)  คือ  เนื้อหาสาระที่ใช้ในการสื่อสารต้องสอดคล้องกลมกลืนไม่ขัดกับวัฒนธรรมและสังคม  สิ่งแวดล้อม  บุคคล เวลา  และสถานที่

                  3) เนื้อหาสาระ  สารที่ส่งต้องมีเนื้อหาสาระ (Content) เป็นประโยชน์มีคุณค่าและสำคัญต่อผู้รับ  รวมทั้งเหมาะสมและสอดคล้องกับความคิด ความเชื่อ  ทัศนคติ  และค่านิยมของผู้รับให้มากที่สุด  และก่อให้เกิดความหมายบางอย่างแก่ผู้รับ  มีความเข้าใจความหมายเพื่อเป็นปัจจัยในการนำข่าวสารนั้นไปประพฤติปฏิบัติ

                  4) ความแจ่มแจ้งชัดเจน  (Clarity) สารนั้นต้องง่าย  มีความชัดเจนแจ่มแจ้งไม่คลุมเครือหรือตีความหมายได้หลายแง่  สามารถเห็นภาพพจน์ได้ชัดเจน

                  5) ความสม่ำเสมอและต่อเนื่อง  (Continuity  and  Consistency) จะเป็นการย้ำเตือนความจำของผู้รับ  แต่ต้องระวังมิให้เกิดความซ้ำซากน่าเบื่อหน่าย  และความต่อเนื่องต้องกระทำเป็นประจำกำหนดเวลาแน่นอน

                  6) ช่องทางในการสื่อสาร  (Channel )  สื่อแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันในแต่ละสถานการณ์  ฉะนั้น  ผู้ส่งสารควรเลือกช่องทาง  หรือสื่อให้เหมาะสมกับผู้รับสารและสถานการณ์ในการสื่อสารรู้ว่าสื่อสารกับใคร  อย่างไร  เมื่อไร

                  7) ความสามารถของผู้รับสาร  (Capability  of  Audience)  ผู้ส่งสารต้องคำนึงถึงขีดความสามารถของผู้รับ  ทั้งทางด้านความรู้และการรับรู้ทางร่างกายและจิตใจ

            ในกระบวนการสื่อสาร  ผู้ส่งสารต้องคำนึงถึงผู้รับสารอยู่เสมอ  เพราะผู้รับสารจะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการสื่อสาร  หากผู้รับสารเข้าใจสารของผู้ส่งสาร  การสื่อสารก็ประสบความสำเร็จ

            ในทางตรงกันข้ามหากผู้รับสารไม่เข้าใจสารของผู้ส่งสาร  การสื่อสารก็ล้มเหลว  ดังนั้น  หากผู้ส่งสารจะทำการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ  จะต้องเตรียมตัว  เตรียมสาร  เตรียมสื่อ ให้

เหมาะสมกับผู้รับสารของตน    

 

7. เคล็ดลับและศิลปะในการเทศน์ 

            คำว่า “เคล็ดลับ”  หมายถึง    กลเม็ด หรือวิธีที่ชาญฉลาดที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จัก

            คำว่า “ศิลป”  หมายถึง      ความมีฝีมือหรือความชำนาญในการแสดงออก  ในที่นี้หมายถึงศิลปะในการเทศน์

            ส่วนคำว่า “ การเทศน์ ”  หมายถึง การยกหัวข้อธรรมขึ้นแสดงเพื่อสั่งสอนประชาชนให้รู้ให้เข้าใจจะได้ละชั่วทำดี มีสวรรค์และนิพพานเป็นจุดหมายของชีวิต

 
          การเทศน์ในที่นี้  หมายเอาการเทศน์ 2 แบบ

                        1) การเทศน์ปฏิภาณ ไม่อ่านคัมภีร์

                        2) การเทศน์ปุจฉา – วิสัชนา

            ในการเทศน์นั้น  มีเคล็ดลับและศิลปะสำคัญที่นักเทศน์ควรทำความเข้าใจ  ประการ คือ

                        1) ทุน     ของนักเทศน์

                        2) ทาง    ของนักเทศน์

                        3) ธรรม  ของนักเทศน์

                 1.“ทุน” หมายถึง พื้นความรู้และความสามารถที่มีอยู่เดิม  ถ้าจะเป็นนักเทศน์ก็ต้องมีทุน อย่างน้อย ประการ คือ

                          รู้หลักธรรม

                          จำหลักสูตร

                          พูดฉะฉาน

                          ปฏิภาณไว

                          น้ำใจงาม

                          มีความรอบรู้

                   2. “ทาง” หมายถึง วิธีเข้าถึงความสำเร็จ ต้องมีวิธีการเหล่านี้เป็นแนวทาง คือ

                                    มีครูแนะนำ

                                    ท่องจำเทศนา

                                    ฝึกว่าปากเปล่า

                                    เข้าใจวางโครง

                                    ฟัง เขียน เพียรอ่าน

                                    ปฏิภาณว่องไว

                                    จิตใจสงบ

                                    ชอบคบบัณฑิต

                                    เกาะติดสถานการณ์ 

                  3.“ธรรม”  ในที่นี้  หมายถึง หลักการและอุดมคติของนักเทศน์

 
          หลักการเทศน์

                  การเทศน์ควรปฏิบัติไปตามหลักการดังนี้

                         เทศนาตามขั้นตอน

                         สั่งสอนอย่างมีเหตุผล

                         เมตตาต่อสาธุชน

                         ไม่กังวลกับเครื่องกัณฑ์

                         ไม่กระทบตนกระทบท่าน  คือ หลักการเทศนา

          หลักการเตรียมการเทศน์

                        เตรียมตัวให้พร้อม                         ซักซ้อมให้ดี

                        ท่าทีเตะตา                                   กถาเตะหู

                        ตาดูคนฟัง                                    ท่านั่งผึ่งผาย

                        อธิบายแจ่มแจ้ง                            แสดงหลักการ

                        ปฏิภาณว่องไว                              จิตใจสะอาด

           มารยาทเป็นเยี่ยม

 

          ข้อปฏิบัตินักเทศน์ควรคำนึงถึงเรื่องนี้  คือ

                         ไปก่อนเวลา

                         เข้าหาเจ้าหน้าที่

                         คัมภีร์ไม่ขาด

                         ฉลาดเจรจา ( เจ้าภาพ )

                         ถามหาข้อมูล ( งาน )

                         เพิ่มพูนศรัทธา

                         จรรยางดงาม

                         รูปความแจ่มชัด

 
          จุดเด่นของนักเทศน์    

                          รูปสะดุดตา   

                          เนื้อหาสะดุดหู      

                          ความรู้สะดุดจิต   

                          ข้อคิดสะดุดใจ       

                          อุปมาอุปไมยน่าฟัง  

                          เสียงดังพอดี   

                          ไมตรีพอได้

 
          อุดมคตินักเทศน์

                        สอนให้จำ                                            ทำให้ดู

                        อยู่ให้เห็น                                             สอนตนก่อน                            

                        แล้วจึงสอนคนอื่น                                 ความเป็นนักทำ

                        ต้องนำนักเทศน์                                                ถ้าสอนจากเรื่องที่ตนทำ  

                        ทุกถ้อยคำจะมีฤทธิ์                               อย่าลืม “ คนผอมขายยาพี “

                        หญิงผัวหนีขายยาเสน่ห์                                    คติว่า  จงทำตามที่ฉันสอน

                        อย่าทำตามอย่างที่ฉันทำ                      อย่านำมาใช้

                        สอนอย่างไร                                          ทำได้อย่างนั้น

 

 

   

  หน้าหลัก I บทที่1 I บทที่2  I  บทที่3  I  บทที่4  I  บทที่ 5  I  บทที่6  I  บรรณานุกรม

   

   

                                     

web log free
View My Stats