|
บทที่
6
บทบาทของครูและพระสงฆ์กับการพัฒนาจริยธรรม
พระบรมราโชวาท
เกี่ยวกับการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม
คุณธรรมจริยธรรมเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อบุคคล
สังคมเป็นอย่างมากในการกำหนดความสงบสุขของสังคม
สังคมใดที่สมาชิกเป็นผู้ที่เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมและจริยธรรมแล้วไซร้
สังคมนั้นย่อมมีแต่ความสงบสุข
และในขณะเดียวกันถ้าหากคนในสังคมใดมีความบกพร่องด้านจิตใจขาดทั้งคุณธรรมและจริยธรรมถึงแม้สังคมนั้นจะมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจก็ไม่อาจจะหาความสงบสุขได้
ดังนั้น
การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของสมาชิกภายในสังคมจึงมีความจำเป็นและต้องกระทำอย่างต่อเนื่องครอบคลุมประชากรในทุกกลุ่มชน
พฤติกรรมของมนุษย์มีจิตใจเป็นผู้สั่งการและกำกับควบคุมหากจิตใจร่าเริงแจ่มใสกิริยาท่าทางก็แสดงออกในทางกระฉับกระเฉงว่องไวแต่ถ้าเมื่อใดที่จิตใจห่อเหี่ยวเศร้าหมอง
กิริยาอาการก็หงอยเหงาไม่สดใสอาการเหล่านี้จะปรากฏแก่ผู้ใกล้ชิดและผู้ได้พบเห็นได้ในด้านความประพฤติก็เช่นเดียวกันใครมีจิตใจเป็นอย่างไรก็จะแสดงออกมาในรูปแบบของความประพฤติหรือการปฏิบัติในทำนองนั้นการที่จิตใจเป็นผู้สั่งการและกำกับการกระทำหรือการแสดงออกทางร่างกายเช่นนี้ทำให้คุณธรรมและจริยธรรมของคนในสังคมเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ได้
คนที่มีคุณธรรมสูงคือจิตใจที่ทรงคุณธรรมจะประพฤติปฏิบัติสิ่งใดๆในลักษณะของการมีจริยธรรมสูงด้วย
และในทางตรงกันข้าม
คนที่ประพฤติชั่ว
ชอบปฏิบัติหรือแสดงออกในทางเบียดเบียนตนเองหรือผู้อื่นอันเป็นแบบอย่างของคนมีจริยธรรมต่ำทรามย่อมแสดงว่าผู้นั้นมีจิตใจที่ขาดคุณธรรมหรือมีคุณธรรมต่ำด้วยคุณธรรมและจริยธรรม
เป็นเครื่องกำหนดความเจริญความเสื่อมของสังคมสังคมที่เจริญจะมีคนทรงคุณธรรมอยู่มากคนในสังคมมีความประพฤติดีมีการประพฤติปฏิบัติตนที่ไม่เป็นการเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น
เป็นลักษณะของความมีจริยธรรมดีทุกคนในสังคมมีความสุขสังคมนั้นผาสุกและสงบสุขจะประกอบการสิ่งใดมีแต่ความสำเร็จและก้าวหน้าส่วนสังคมที่เสื่อมคนที่ทรงคุณธรรมจะน้อยลง
ศีลธรรมจริยธรรมของประชาชนจะน้อยลงมีการประพฤติปฏิบัติที่เป็นการเบียดเบียนตนเองและต่อผู้อื่นกันมากสมาชิกในสังคมจะขาดความสงบสุขความผาสุกไม่มีและสังคมนั้นก็จะแตกสลายในที่สุดคุณธรรมและจริยธรรมของคนในสังคมหรือของสังคมหนึ่ง
ๆมีรากฐานมาจากศาสนาขนบธรรมเนียมประเพณีและความเห็นพ้องต้องกันของคนในสังคมนั้นๆแต่ละยุคแต่ละสมัยคุณธรรมและจริยธรรมของคนในสังคมหนึ่งๆจึงมีวิวัฒนาการคือเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัยด้วยและการเปลี่ยนแปลงนี้อาจเนื่องมาจากสาเหตุทั้งในและนอกสังคมนั้น
ช่วงระยะเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพและข้อกำหนดทางคุณธรรมและจริยธรรมของสังคมเป็นช่วงวิกฤติที่ทิศทางของสังคมอาจจะก้าวไปสู่ความเจริญหรือความเสื่อมซึ่งสมาชิกของสังคมจะรู้ได้ยากนับว่าเป็นระยะเวลาที่อยู่ในระหว่างอันตรายที่สุดคนไทยเป็นชาติที่นับถือศาสนา
โดยเฉพาะพระพุทธศาสนาซึ่งถือกันว่าเป็นรากฐานของวัฒนธรรมไทย
เป็นหลักสำคัญของคุณธรรมและจริยธรรมของสังคมไทย
บทบาทของครูกับการพัฒนาจริยธรรม
ความหมายของบทบาทและความสำคัญของครู
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พุทธศักราช 2525
ให้ความหมายของบทบาทไว้ว่า
เป็นการกระทำตามหน้าที่ที่กำหนดให้
เช่น
บทบาทของพ่อแม่
บทบาทของครู
บทบาทของตำรวจ
เป็นต้น
ในหนังสือ Dictionary of
Education
ให้ความหมายของบทบาทไว้ดังนี้
1.
ลักษณะพฤติกรรมที่แสดงออกของแต่ละบุคคลภายในกลุ่มที่กำหนด
2.
แบบกระบวนพฤติกรรมของหน้าที่ที่คาดหวัง
หรือหน้าที่ที่บุคคลต้องกระทำให้บรรลุผลสำเร็จภายใต้สภาพแวดล้อมทางสังคมที่กำหนด
อาชีพทุกอาชีพย่อมมีความสำคัญต่อบุคคลและสังคมด้วยกันทั้งนั้นยากที่จะกล่าวได้ว่าอาชีพใดมีความสำคัญมากกว่ากัน
แต่ถ้าพิจารณาเฉพาะอาชีพครูให้ลึกซึ้งและกว้างขวางแล้วจะเห็นว่า
ผู้ที่เป็น “ครู”
นั้นต้องรับภาระหน้าที่ต่อสังคมและชาติบ้านเมือง
จึงขออัญเชิญพระราโชวาทของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
สยามมกุฏราชกุมาร
ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยครู
ณ
อาคารใหม่สวนอัมพร
วันพุทธที่ 26
พฤศจิกายน พ.ศ.
2523
มากล่าวในที่นี้
ดังปรากฏข้อความตอนหนึ่งว่า
“…
หน้าที่ของครูนั้นเป็นหน้าที่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง
เพราะเป็นการปลูกฝังความรู้
ความคิดและจิตใจให้แก่เยาวชน
เพื่อที่จะให้เติบโตขึ้นเป็นพลเมืองดีและมีประสิทธิภาพของประเทศชาติในกาลข้างหน้า
ผู้เป็นครูจึงจัดได้ว่าเป็นผู้มีบทบาทอย่างสำคัญในการสร้างสรรค์บันดาล
อนาคตของชาติบ้านเมือง
…”
และอีกตอนหนึ่งเป็นพระบรมราโชวาทของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี
ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยครู
ณ
อาคารใหม่สวนอัมพร
วันพุธที่ 18
พฤษภาคม พ.ศ. 2526
ความตอนหนึ่งว่า
“…
อาชีพครูถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง
เพราะครูมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญมั่นคง
และก่อนที่จะพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญได้นั้น
จะต้องพัฒนาคนได้แก่เยาวชนของชาติเสียก่อน
เพื่อให้เยาวชนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณค่าสมบูรณ์ทุกด้าน
จึงสามารถช่วยกันสร้างความเจริญให้แก่ชาติต่อไป..”
จากพระราโชวาทของทั้งสองพระองค์ตามที่ได้อัญเชิญมากล่าวไว้ข้างต้น
เป็นเครื่องยืนยันให้เห็นถึงความสำคัญของครูที่มีต่อความเจริญของบุคคลและชาติบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งนี้ เพราะชาติบ้านเมืองจะเจริญได้ก็เพราะประชาชนในชาติได้รับการพัฒนาอย่างถูกวิธี
การพัฒนาคนจะดำเนินไปได้อย่างถูกต้องก็เพราะมีระบบการศึกษาที่ดี
และระบบการศึกษาจะดำเนินไปได้ด้วยดีก็เพราะมีครูที่มีคุณภาพ
ถ้าทุกๆ
สถานศึกษามีแต่ครูที่มีคุณภาพ
การพัฒนาประเทศชาติก็ประสบความสำเร็จในทุกๆ
ด้าน
แต่ในทางตรงกันข้าม
ถึงแม้เราจะมีอาคารเรียนที่ทันสมัย
หลักสูตรดี
อุปกรณ์การศึกษาพร้อมเพรียง
รวมทั้งความร่วมมือจากผู้ปกครองดี
แต่ทว่าในสถานศึกษามีแต่ครูที่ไร้คุณภาพ
การพัฒนาการศึกษาในหลาย
ๆ
ด้านจะต้องเป็นไปอย่างล่าช้าและยากยิ่ง
ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้ตั้งสมญานามเพื่อเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของครูในลักษณะต่าง
ๆ มากมาย เช่น
ครู
คือ
นักปฏิวัติในสนามรบแห่งการศึกษา
ครู
คือ
ผู้ใช้อาวุธลับของชาติ
ครู
คือ
ทหารเอกของชาติ
ครู
คือ
แม่พิมพ์ของชาติ
ครู
คือ
กระจกเงาของเด็ก
ครู
คือ
ผู้กุมความเป็นความตายของชาติไว้ในมือ
ครู
คือ
ผู้สร้างโลก
ครู
คือ
วิศวกรสังคม
ฯลฯ
จากที่กล่าวมานี้
ล้วนเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำคัญของครูทั้งสิ้น
โดนเฉพาะในอดีตครูมีความสำคัญต่อสังคมมากมายเหลือเกิน
จนกระทั่งสังคมยกย่องให้ครูเป็นปูชนียบุคคลบ้าง
เป็นพ่อแม่คนที่สองของศิษย์บ้าง
เพราะนอกจากครูจะคอยสั่งสอนอบรมด้านความรู้ต่าง
ๆ แล้ว
ครูยังต้องคอยดูแลเอาใจใส่ต่อสุขทุกข์และความเจริญก้าวหน้าของศิษย์
และคอยปกป้องศิษย์มิให้กระทำความชั่วต่าง
ๆ อีกด้วย
บทบาทของครู
บทบาทของครูในอดีตนับว่ายังอยู่ในวงแคบกว่าบทบาทของครูในปัจจุบันทั้งนี้เพราะความมุ่งหวังของทางราชการและประชาชนในสมัยนั้นต้องการให้ครูรับภาระเพียงเพื่อการอบรมสั่งสอนลูกหลานของตนได้มีความรู้ความสามารถอ่านออกเขียนได้
และอบรมบ่มนิสัยให้อยู่ในระเบียบวินัย
มีคุณธรรมจริยธรรมอันดีงาม
และเป็นคนดีของสังคม
ส่วนภาระด้านอื่นไม่สู้จะสำคัญมากนัก
กล่าวโดยสรุปแล้วบทบาทของครูในอดีตที่สำคัญมีดังนี้
1.
เป็นแม่พิมพ์ที่ดีทั้งในด้านความรู้และความประพฤติ
คำว่า“แม่พิมพ์”คือสิ่งที่เป็นต้นแบบในที่นี้หมายถึงบุคคลที่เป็นแบบอย่างซึ่งได้แก่ครูอาจารย์นั่นเองสังคมไทยในอดีตให้ความความเชื่อถือยกย่องให้ครูเป็นแม่พิมพ์ทั้งในด้านความรู้และความประพฤติ
ดังนั้นเมื่อครูเป็นแม่พิมพ์หรือต้นแบบก็ต้องให้ดีให้ถูกต้องผลผลิตคือคุณภาพของเยาวชนจะได้มีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างสมบูรณ์ในด้านความรู้ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ครูจะต้องมี
และจะต้องศึกษาหาความรู้ในสิ่งที่จะสอนให้เพียงพอและถูกต้อง
สิ่งที่ครูต้องรู้เกี่ยวกับการสอนมีดังนี้
1.1
เนื้อหาวิชาที่จะสอน
ครูต้องศึกษาหาความรู้ในเนื้อหาวิชาที่จะสอนให้มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้กว้างขวางและต้องมีความรู้รอบตัวประกอบด้วย
1.2
จิตวิทยาการเรียนการสอน
เพื่อให้รู้จักพฤติกรรม
ความสนใจ
ความแตกต่างระหว่างบุคคล
รวมทั้งวุฒิภาวะของเด็กในวัยต่าง
ๆ
ซึ่งจะช่วยให้ครูสามารถจัดกระบวนการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1.3
หลักสูตร
ครูที่ทำการสอนในระดับใด
ชั้นใด
ควรศึกษาหลักสูตรนั้น
ๆ
ให้เข้าใจว่ามีจุดประสงค์อย่างไร
มีเนื้อหาสาระอะไรบ้าง
จะช่วยให้สอนไม่ผิดทาง
1.4
หลักการสอน
หลักการสอนหรือวิธีการสอนเป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้นักเรียนเกิดความสนใจใฝ่เรียนรู้ครูต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมในแต่ละวิชา
เพราะเพราะเนื้อหาสาระหรือธรรมชาติของแต่วิชาต่างๆไม่เหมือนกันถ้าเลือกวิธีการไม่เหมาะสมก็จะทำให้เด็กๆเกิดความเบื่อหน่ายได้ส่วนในด้านความประพฤติของครูนั้นครูต้องประพฤติตนให้อยู่ในกรอบของศีลธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของสังคมและประเทศชาติ
โดยครูจะต้องสำนึกอยู่เสมอว่า“ถ้าพร่ำสอนศิษย์ให้ประพฤติอย่างใดครูต้องประพฤติปฏิบัติเป็นตัวอย่างให้ได้เสียก่อน”หากครูทำได้ก็จะได้ชื่อว่าเป็นแม่พิมพ์ที่ดี
หากทำไม่ได้ก็กลายเป็นแม่พิมพ์ที่ไร้ค่า
2.
เป็นผู้พัฒนาคุณธรรม
จริยธรรมและค่านิยมให้แก่เยาวชน
บทบาทของครูในด้านนี้
ไม่น้อยไปกว่าบทบาทในการให้ความรู้
บางทีอาจสำคัญกว่าด้วยซ้ำ
ทั้งนี้เพราะถึงแม้บุคคลจะมีความรู้ดีสักเพียงใดถ้าความประพฤติเสียหายแล้วย่อมไม่เป็นที่ปรารถนาของผู้อื่น
เข้ากับคำพังเพยว่า
“มีความรู้ท่วมหัว
แต่เอาตัวไม่รอด”
จึงเป็นภาระครูที่จะต้องช่วยกันส่งเสริมพัฒนาให้เยาวชนที่ครูต้องรับผิดชอบเป็นผู้มีคุณธรรม
จริยธรรมและค่านิยมอันดีงาม
สำหรับการพัฒนาเยาวชนนี้เป็นการส่งเสริมให้เยาวชนมีหลักธรรมสำหรับมิตรเป็นที่พึ่งของตน
ดังหลักธรรมที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้แนะนำไว้
ดังนี้
2.1
ให้รู้จักตนเอง
(self awareness)
ให้รู้จักตนเองว่าคืออะไร
เกิดมาทำไม
จะต้องได้อะไร
2.2
เคารพตนเอง (self
respect)
ให้เคารพตนเองในฐานะที่เป็นสิ่งมีค่าสูงสุด
สงวนศักดิ์ศรีแห่งตนเองให้เต็มที่
ให้มีความเป็นตนเองที่ไม่บกพร่อง
2.3
เชื่อตนเอง (self
confidence)
ให้มีความเชื่อว่าตนเองนี้ธรรมชาติสร้างมาอย่างเพียงพอสำหรับจะได้สิ่งที่ดีที่สุด
จะเป็นที่พึ่งแก่ตนเองได้
จะช่วยคนอื่นก็ได้
ถ้าเป็นคนที่ไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง
จะทำให้เป็นคนไม่มีกำลังใจ
2.4
ซื่อตรงต่อตนเอง
(self truthfulness)
ไม่ขบถตัวเอง
ไม่ขายตัวเอง
มีความซื่อตรงต่อตนเอง
ให้เป็นตัวของตัวเอง
ไม่ใช่ของกิเลส
2.5
บังคับตนเอง (self
control)
ไม่ปล่อยตนเองให้เป็นไปตามอำนาจของกิเลส
บังคับตนเอาไว้ในร่องในรอย
สามารถบังคับจิตใจหรือบังคับกิเลสได้
2.6
ความพอใจตัวเอง
( self contenment)
ซึ่งเกิดจากการบังคับตนเองได้
ยิ่งบังคับตนเองได้เท่าใดก็จะมีความพอใจในการกระทำมากเช่นนั้น
2.7
เป็นสุขได้ด้วยตนเอง
(self happiness)
มีความสุขของตนเองด้วยตนเอง
ในตัวเองที่เกิดจากความพอใจนั้น
2.8
พึ่งตนเองได้
(self help)
เป็นผู้ที่พึ่งตนเองได้
มีตนเป็นที่พึ่ง
2.9
รับผิดชอบตนเอง
(self respondsibility)
มีความรับผิดชอบตัวเองว่าใน
บรรดาสิ่งที่ธรรมชาติต้องการให้มีให้เป็นแก่ตัวเอง
เพื่อตัวเอง
โดยตัวเองแล้วเราก็สามารถมีได้
รับผิดชอบต่อตัวเอง
รับผิดชอบต่อเกียรติยศของตัวเอง
สามารถยืนยันกับผู้อื่นว่ารับผิดชอบต่อตัวเองได้
3.
เป็นผู้นำทางศาสนาและวัฒนธรรม
ภาระของครูในอดีตต้องรับผิดชอบอีกประการหนึ่ง
คือ
เรื่องศาสนาและวัฒนธรรม
รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง
ๆ
ครูต้องมีความรู้ความเข้าใจในทางศาสนา
หลักศีลธรรม
วัฒนธรรม
ขนบธรรมเนียมต่าง
ๆ
เพื่อฝึกอบรมสั่งสอนศิษย์ให้มีความรู้ความเข้าใจในสิ่งต่างๆ
ดังกล่าวอย่างถูกต้อง
ส่วนตัวครูนั้นก็จะต้องปฏิบัติตนให้เป็นผู้นำที่ดี
สามารถให้คำปรึกษาหารือแก่ประชาชนได้ด้วย
นอกจากบทบาทที่สำคัญดังกล่าวแล้ว
ครูยังมีบทบาทต่อสังคม
การเมือง
การปกครองและอื่น
ๆ อีกมาก
แต่ทว่าบทบาทของครูในสิ่งต่าง
ๆ
เหล่านี้ยังไม่สู้เด่นชัดนักความคาดหวังของประชาชนและสังคมก็ยังไม่ต้องการให้ครูรับผิดชอบในเรื่องอื่น
ๆ
มากไปกว่าการอบรมสั่งสอนกุลบุตร
กุลธิดาให้มีความรู้ดี
และเป็นคนดีของสังคม
4.
ในฐานะเป็นวิศวกรสังคม
โดยปกติเข้าใจกันว่า
วิศวกรที่เรียนมาทางสาขาใดก็มักจะทำงานเฉพาะสาขานั้นๆ
เท่านั้น
เช่น
วิศวกรโยธาเป็นนักก่อสร้าง
วิศวกรเครื่องกลก็เป็นนักออกแบบเครื่องจักร
เป็นต้น
ความจริง
วิศวกรในสาขาเดียวกันยังทำงานต่างกันอยู่มาก
เช่น
วิศวกรโยธาอาจทำการวิจัยพื้นฐานต่าง
ๆ
ที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง
เป็นต้น
เช่นเดียวกัน
ครูอาจารย์ที่ศึกษาต่างสาขาวิชากัน
แต่เมื่อมาทำการสอนในสถาบันการศึกษา
อาจจะต้องทำงานบางสิ่งบางอย่างร่วมกัน
หรือร่วมกันแก้ปัญหาในลักษณะเดียวกัน
เป็นต้น
กล่าวโดยสรุปแล้ว
งานของวิศวกรในสาขาวิชาการต่าง
ๆ
โดยทั่วไปมีดังต่อไปนี้
งานวิจัย
งานพัฒนา
งานออกแบบ
งานการผลิต
งานก่อสร้าง
งานควบคุมโรงงาน
งานทดสอบ
งานการขายและการตลาด
งานบริหาร
งานที่ปรึกษา
งานการศึกษา
และ งานอื่น ๆ
มาพิจารณางานแต่ละด้านที่วิศวกรทำ
กับงานที่ครูต้องรับผิดชอบนอกเหนือจากการสอนว่ามีลักษณะเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร
1.งานวิจัย
วิศวกรเป็นนักวิทยาศาสตร์ประยุกต์ที่พยายามค้นหาและแปลความหมายของข้อมูลจากการวิจัย
ให้ได้ความจริงใหม่
ๆ
และศึกษาต่อไปจนสามารถพบศักยภาพในการใช้งานให้เป็นประโยชน์
เช่นเดียวกัน
ผู้ประกอบวิชาชีพครูก็จำเป็นต้องเป็นนักวิจัย
งานวิจัยของครูมีตั้งแต่ระดับง่ายจนถึงขั้นที่มีความซับซ้อน
เช่น
เมื่อครูพบว่านักเรียนในชั้นของตน
2 – 3
คนขาดเรียนเป็นประจำ
ครูก็ต้องพยายามสืบค้นหาสาเหตุของการขาดเรียนนั้นๆ
จากเพื่อนนักเรียน
จากเพื่อนครู
อาจารย์และจากผู้ปกครอง
โดยวิธีการสอบถามด้วยวาจา
การกระทำด้วยวิธีนี้ถือได้ว่าเป็นการวิจัยแบบง่ายๆ
แต่เมื่อใดหากครูต้องการศึกษาดูว่า
การสอนโดยวิธีการบรรยายล้วน
ๆ
กับการสอนโดยการให้นักเรียนมีส่วนร่วมอภิปรายกับครูวิธีไหนจะให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้ดีกว่ากันการจะทราบผลได้ต้องวิธีการวิจัยที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่างานของครูนั้นจะต้องเกี่ยวข้องกับการวิจัยอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นด้านหลักสูตรวิธีการสอนตลอดจนการแก้ปัญหาพฤติกรรมของนักเรียน
เป็นต้น
2.งานพัฒนา
วิศวกรได้นำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ซึ่งค้นพบใหม่ไปพัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง
ๆ โดยเริ่มจากการสร้างต้นแบบและทำการทดลองความเหมาะสมของผลิตภัณฑ์และความเหมาะสมในการใช้งาน
ในทำนองเดียวกันครูได้นำความรู้ที่ได้จากการค้นคว้าทดลองทางด้านการศึกษาและจิตวิทยาไปทดลองใช้ในการเรียนการสอนเพื่อหาความเหมาะสมและพัฒนาให้ดีขึ้น
งานของครูส่วนใหญ่มุ่งพัฒนาในการเรียนการสอน
โดยมีจุดหมายปลายทางที่สำคัญยิ่ง
คือ
การพัฒนาคนเฉพาะงานพัฒนานี้
ถ้าพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้ว
จะเห็นว่าเป็นภาระที่ครูต้องรับมากจริงๆ
ในปัจจุบัน
ได้แก่
2.1งานพัฒนาเยาวชนงานสำคัญของครูในการพัฒนาเยาวชนได้แก่
1)การให้ความรู้ในวิชาการเพื่อเป็นพื้นฐานในการศึกษาเล่าเรียนหรือการประกอบอาชีพ
2)
การให้ความรู้สึก
หมายถึงการพยายามทำให้เยาวชนมีความสำนึกว่าอะไรดี
อะไรไม่ดี
สิ่งใดควรทำ
สิ่งไม่ควรทำ
สิ่งต่าง ๆ
เหล่านี้ครูต้องทำควบคู่ไปกับการสอนวิชาความรู้ทั่วไป
3)
การให้ความคิด
หมายถึง
ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
การรู้จักคิดเพื่อแก้ปัญหาส่งเสริมให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์
สังเคราะห์
รู้จักประเมินการกระทำและเหตุการณ์ต่างๆ
ที่เกิดขึ้น
บทบาทของครูในการพัฒนาเยาวชนถือว่าเป็นบทบาทที่สำคัญที่สุดครูจะทำหน้าที่ในฐานะเป็นวิศวกรสังคมได้สมบูรณ์มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับ
การพัฒนาเยาวชน
กล่าวคือ
ถ้าครูสร้างคนในรูปแบบใด
สังคมก็จะเป็นแบบนั้นเพราะคนคือผู้สร้างสังคมอีกทอดหนึ่งดังที่ท่านพระพุทธทาสได้กล่าวไว้ว่า
เยาวชนนั้นคือผู้สร้างโลกในอนาคต
เดียวนี้เป็นเยาวชนอยู่ศึกษาอยู่
เสร็จแล้วก็จะบันดาลโลกในอนาคตให้เป็นอย่างไร
ถ้าเยาวชนดีถูกต้อง
ก็จะบันดาลให้โลกน่าดูน่าอยู่
ให้มีแต่สันติสุข
ฉะนั้น
เยาวชนมีความสำคัญในข้อที่ว่าโลกในอนาคตนั้นขึ้นอยู่กับเยาวชนในปัจจุบันงานพัฒนาเยาวชนนอกจากครูจะทำหน้าที่ในการพัฒนาเยาวชนดังกล่าวแล้วครูยังมีบทบาทโดยตรงต่อการพัฒนาสังคมอีกด้วย
การพัฒนาสังคมของครูสามารถกระทำได้หลายวิธี
เช่น
1)การให้การศึกษาและความรู้ทั่วไปแก่ประชาชนอาจจัดขึ้นในรูปแบบของการฝึกอบรมระยะสั้นหรือการให้การศึกษาตามหลักสูตรของการศึกษานอกระบบโรงเรียนได้
นอกจากนี้
ครูยังสามารถให้ความรู้ข้อมูลข่าวสารต่าง
ๆ
โดยผ่านทางนักเรียนไปสู่ประชาชนในท้องถิ่นได้ด้วย
2)
เป็นผู้นำหรือริเริ่ม
โดยการกระตุ้นเร่งเร้าให้ประชาชนตื่นตัวในเรื่องอาชีพ
การเป็นอยู่ในสังคมและวัฒนธรรม
โดยครูกระทำตนเป็นแบบอย่างหรือทำให้ดูจนบังเกิดผลดี
แล้วให้นักเรียนนำวิชาการนั้น
ๆ
ไปเผยแพร่กับผู้ปกครองและประชาชนต่อไป
3)เป็นผู้ปรับปรุงส่งเสริมโดยครูใช้ความรู้ความสามารถเฉพาะตัวของครูที่มีอยู่ไปช่วยส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้าใจในงานที่ทำอยู่แล้วมีคุณภาพยิ่งขึ้น
4)เป็นที่ปรึกษาเนื่องจากครูในแต่ละโรงเรียนมีจำนวนหลายคนและมีความรู้ความสามารถแตกต่างกันไปจึงเป็นโอกาสของครูที่จะทำหน้าที่ให้คำปรึกษาหารือในการทำงานหรือการทำมาหากิน
การปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่
การดูแลสุขภาพอนามัย
การปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม
และการแก้ปัญหาต่าง
ๆ เป็นต้น
5)
เป็นผู้สร้างความตื่นตัวในการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง
ๆ
รวมทั้งสร้างสัมพันธภาพอันดีกับประชาชนในท้องถิ่น
เพื่อให้ประชาชนได้มีความตื่นตัวต่อการประกอบสัมมาอาชีพ
การปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมและวัฒนธรรม
6)
เป็นผู้อำนวยความสะดวกและประสานงาน
โดยครูเป็นผู้ช่วยเหลือประชาชนในท้องถิ่นในการติดต่อกับหน่าวยงานต่าง
ๆ
ทั้งหน่วยงานของรัฐและเอกชนในระดับอำเภอ
จังหวัดและส่วนกลาง
ทั้งนี้เพราะครูมีความรู้และประสบการณ์มากกว่าชาวบ้าน
2.2
การพัฒนาการเมืองการปกครอง
ระบบการศึกษากับระบบการเมืองการปกครองต้องมีความสอดคล้องกัน
การศึกษาช่วยพัฒนาการเมืองการปกครอง
ในเวลาเดียวกันการเมืองการปกครองก็ช่วยพัฒนาการศึกษาดังนั้นครูจึงมีบทบาทสำคัญในด้านนี้ด้วยเพราะครูจะต้องจัดกระบวนการเรียนการสอนให้สอดคล้องและส่งเสริมระบบการเมืองการปกครองและพัฒนาการเมืองการปกครองให้มีความมั่นคงและเจริญก้าวหน้า
เมื่อเป็นเช่นนี้
ครูจึงต้องพยายามหาวิธีการต่าง
ๆมาช่วยในการพัฒนาการเมืองการปกครอง
เช่น
1)ให้ความรู้ความเข้าใจแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับเรื่องระบบการปกครองประเทศโดยเฉพาะระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
2)
ฝึกหัดให้เยาวชนในโรงเรียนนำรูปแบบการปกครองประเทศมาใช้กับการดำเนินกิจกรรมบางอย่างในโรงเรียน
เช่น
การจัดตั้งสภานักเรียนนักศึกษา
การคัดเลือกผู้นำกลุ่มและการแสดงความคิดเห็นในระบอบประชาธิปไตย
เป็นต้น
3)
เป็นตัวแทนของรัฐในการเชิญชวนให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรในระดับต่าง
ๆ
4)
สร้างค่านิยมให้แก่ประชาชน
โดยให้เห็นความสำคัญของการทำงานในระบบพรรคหรือระบบกลุ่ม
5)
แนะนำประชาชนมิให้เห็นแก่อามิสสินจ้างเวลาเลือกผู้แทนต่าง
ๆ
2.3
การพัฒนาเศรษฐกิจ
ครูสามารถช่วยชาติบ้านเมืองในการพัฒนาเศรษฐกิจได้หลายวิธีโดยผ่านทางกระบวนการการศึกษาและโดยตัวครูเอง
เช่น
1)สอนนักเรียนที่ตนเองรับผิดชอบให้เต็มกำลังความสามารถเพื่อให้นักเรียนได้มีการพัฒนาในทุกๆด้านตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรเมื่อนักเรียนเป็นบุคคลที่มีคุณภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้
การสูญเปล่าทางการศึกษาก็ไม่เกิดอาจจะมีบ้างก็เพียงเล็กน้อยหากครูทุกคนสามารถทำได้ก็จะเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพื่อพัฒนาการศึกษาของรัฐและลดปัญหาของสังคมในด้านต่างๆ
ดังที่ได้ยินได้เห็นจากสื่อต่าง
ๆ
อยู่ทุกวันนี้
2)
ส่งเสริมให้นักเรียนได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด
เช่น
การทำสวนครัว
เลี้ยงสัตว์
ขายของ
เป็นโครงการอาหารกลางวัน
เป็นต้น
3)
ส่งเสริมกิจกรรมสหกรณ์ร้านค้าในโรงเรียนอย่างจริงจัง
โดยทั้งครูและนักเรียนร่วมมือกันจัดตั้งและดำเนินการให้บังเกิดผลอย่างเต็มที่
4)ส่งเสริมการออมทรัพย์ของครูและนักเรียนเพื่อสร้างนิสัยในการประหยัดและอดออมหากคนส่วนใหญ่ในโรงเรียนมีการประหยัดและออมเศรษฐกิจของครอบครัวก็จะดีซึ่งจะส่งผลไปถึงเศรษฐกิจของชาติด้วย
5)
ให้คำปรึกษาแนะนำ
กระตุ้น
เร่งเร้าหรือริเริ่มงานอาชีพใหม่ๆ
ให้แก่เยาวชนและประชาชนในท้องถิ่น
6)
ร่วมมือกับหน่วยงานต่าง
ๆ เช่น
จากกรมการพัฒนาชุมชน
เพื่อจัดฝึกอบรมอาชีพใหม่
ๆ
ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น
7)
ให้ความรู้และส่งเสริมสุขภาพอนามัยของประชาชน
โดยทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์
รู้จักหลักโภชนาการที่ถูกต้อง
การรักษาความสะอาด
การวางแผนครอบครัว
ซึ่งสิ่งต่าง
ๆ
เหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของครอบครัวและชาติบ้านเมือง
8)
ส่งเสริมการผลิตและการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ
มาใช้ในการผลิตเพื่อพัฒนาคุณภาพของผลิตผลการเกษตรและผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมต่าง
ๆ ตามวิธีนี้
ครูอาจารย์สามารถกระทำได้โดยการค้นคว้าวิจัยตามสายงานของแต่ละคนที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา
ซึ่งปัจจุบันจะพบว่าครูอาจารย์จำนวนไม่น้อยที่ไ |