บทที่ 5

 

ผู้บริหารสถานศึกษากับการพัฒนาจริยศึกษา

 

       ผู้บริหารสถานศึกษาได้แก่ หัวหน้าสถานศึกษา หรือ ครูใหญ่ อาจารย์ ผู้อำนวยการ และรวมไปถึงผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วย หรือรองของตำแหน่งดังกล่าวในสถานศึกษา และหมายรวมถึงครูอาจารย์ที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าต่าง ๆ รองลงไปจากหัวหน้าสถานศึกษา หรือผู้ช่วยหรือรอง เช่น หัวหน้าฝ่าย หัวหน้าคณะวิชา ฯลฯ ด้วยผู้บริหารทุกระดับเป็นผู้มีความสำคัญต่อการจัดและพัฒนาจริยศึกษาในสถานศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้บริหารเป็นทั้งผู้นำ ผู้กำหนดแนวทางและผู้ปฏิบัติในการฝึกหัดอบรมสั่งสอน และปลูกฝังนักเรียน นักศึกษา และบุคคลอื่น ๆ ในสถานศึกษาให้เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม และถ้าเป็นผู้มีความมุ่งมั่นประสงค์จะพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของนักเรียน และประชาชนด้วยแล้วการพัฒนาจริยศึกษาในสถาบันการศึกษาจะเป็นเรื่องง่าย

 คุณธรรมและจริยธรรมของผู้บริหาร

ตามที่กำหนดไว้สำหรับอบรมสั่งสอนนักเรียนนักศึกษาครบทุกข้อ ดังนี้

1. การมีความละอายในการทำความชั่ว ทำความสุจริตทั้งปวง (หิริ) และความเกรงกลัวหรือสะดุ้งกลัวต่อความชั่ว (โอตัปปะ) ซึ่งเป็นคุณธรรมที่ช่วยให้โลกมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่เดือดร้อนสับสนวุ่นวาย (ธรรมคุ้มครองโลก หรือ ธรรมโลกบาล)

2. การมีความอดทน รู้จักอดกลั้นต่อความยากลำบากของงาน ต่ออุปสรรคทั้งหลาย ตลอดทั้งความเข้าใจผิด และความไม่สุจริตใจต่าง ๆ ที่คนอื่นมีต่อตน (ขันติ) และมีความสงบเสงี่ยม ความอ่อนน้อมถ่อมตน (โสรัจจะ) ( ธรรม ทำให้งาม)

3. มีสติสัมปชัญญะเต็มเปี่ยมอยู่ตลอดเวลา รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนสม่ำเสมอ ไม่มีการลืมตัว หรือละเลยต่อหน้าที่ความรับผิดชอบของตน (เป็นการยึดมั่นในธรรมที่มีอุปการะมากหรือธรรมที่เกื้อกูลในกิจ หรือในการทำความดีทุกอย่าง)

4. รู้จักอุปการะ คือ ทำคุณประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น นึกถึงประโยชน์ของผู้อื่นเป็นที่ตั้งพร้อมที่จะให้ความอนุเคราะห์แก่คนอื่น ในงานในหน้าที่ และความรับผิดชอบของตน ไม่ถืออคติหรือความลำเอียงใด ๆ ในการปฏิบัติตนต่อผู้ร่วมงานต่อศิษย์ หรือนักเรียนนักศึกษา และบุคคลทั่วไป ไม่ว่าจะมีความรักใคร่ชอบพอกัน ไม่ชอบ ไม่พอใจ มีความรู้หรือเขลา หรือมีอามิสสินจ้าง หรือเกรงกลัวภัยต่าง ๆ อย่างใด

5. มีคุณธรรมประจำตน ในการที่จะทำงานในหน้าที่ของตนให้สำเร็จ (อิทธิบาท) 4 ประการ คือ มีความพอใจและเอาใจใส่การงานในหน้าที่ของตน (ฉันทะ) มีความพากเพียรในการประกอบการงานในหน้าที่ (วิริยะ) เอาใจฝักใฝ่ในการงานไม่ทอดทิ้ง (จิตตะ) และหมั่นตริตรองพิจารณาหาเหตุผลและวิธีการที่จะทำให้การงานเจริญก้าวหน้า อยู่เสมอ (วิมังสา)

6. มีคุณสมบัติอันประเสริฐ (พรหมวิหาร) 4 ประการ คือ มีความเมตตา ปรารถนาจะให้ผู้อื่นเป็นสุข มีความกรุณาสงสาร คิดหาทางให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์ มีมุทิตาปราบปลื้มในความสำเร็จ ความก้าวหน้าของบุคคลอื่น และมีอุเบกขา ความวางเฉย เห็นอกเห็นใจแก่ผู้ที่ได้รับความทุกข์

7. มีคุณธรรมที่เป็นเครื่องผูกน้ำใจผู้อื่น และบุคคลทั่วไป (สังคหวัตถุ) 4 ประการอยู่เป็นประจำ คือ ให้ปันสิ่งของแก่บุคคลที่ควรให้ปัน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น ตามสมควรแก่กรณี (ทาน) มีวาจาอ่อนหวาน สุภาพเรียบร้อย (ปิยวาจา) ประพฤติตนเป็นคุณประโยชน์ (อัตถจริยา) และเป็นคนไม่ถือตัว ไม่ถือยศศักดิ์ เข้ากันได้กับผู้ร่วมงานทุกคน ตามความเหมาะสมกับฐานะหน้าที่ของตน (สมานัตตตา)

8. หมั่นศึกษาหาความรู้รอบตัว ให้มีความรอบรู้ เพื่อเป็นผู้ที่ทันต่อเหตุการณ์ บุคคลและปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในหน้าที่การงาน (พาหุสัจจะ)

9. ประพฤติตนให้ห่างจากอบายมุข หรือทางแห่งความเสื่อมต่าง ๆ ไม่กระทำตนเป็นคนเบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น ผู้ร่วมงาน หรือนักเรียนนักศึกษา มีความจริงใจต่อผู้ร่วมงานทุกคน ไม่เป็นคนที่มีเล่ห์ หรือเชื่อถือไม่ได้

หน้าที่สำคัญของผู้บริหาร คือ การเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาผู้อื่น หัวหน้าสถานศึกษาจะต้องสร้างหน้าที่ปกครองบังคับบัญชา ครูอาจารย์ นักเรียน นักศึกษา เจ้าหน้าที่ คนงานภารโรง ในสถานศึกษา ลดลั่นลงไป หัวหน้าฝ่าย หัวหน้าหมวดวิชา หัวหน้าคณะวิชา หรือหัวหน้าภาควิชา ก็ต้องทำหน้าที่ปกครองบังคับบัญชา ครูอาจารย์ เจ้าหน้าที่ในส่วนของตน หลักการในการปกครองบังคับบัญชาที่เป็นการจูงใจโน้มนำให้ผู้ใต้บังคับบัญชา นักเรียน เคารพทำตาม หรือร่วมงานอย่างมีประสิทธิภาพ มี 3 วิธี และผู้ปกครองบังคับบัญชาจะต้องเลือกใช้ให้หมาะกับผู้อยู่ในปกครองให้ถูกต้องถูกโอกาสด้วย คือ

1. นิคคหวิธี คือ ปกครองด้วยวิธีคู่ขนาบ บังคับบัญชา แบบรักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี

2. ปัคคหวิธี คือ ปกครองด้วยการยกย่องส่งเสริมให้ทำความดี ให้กำลังใจในการปฏิบัติงาน หรือศึกษาเล่าเรียน ใครทำดีอะไร ทำอะไรสำเร็จเป็นพิเศษ ก็ยกย่องชมเชยให้ปรากฏ

3. ทิฏฐานุคติวิธี คือ ปกครองโดยการทำตนให้เป็นตัวอย่างที่ดี สอนให้คนอื่นทำอะไรอย่างไร ตนเองต้องปฏิบัติตามนั้นด้วย

ในสังคมไทยปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการสถานศึกษา หรือหน่วยงานย่อย แค่ไหนอย่างไร ผู้บริหารมักถูกมองในแง่อคติ ในการปกครองบังคับบัญชา เช่น ในการแต่งตั้งให้มีตำแหน่งสูงขึ้น การพิจารณาความดีความชอบ การไว้เนื้อเชื่อใจให้ทำงานที่สำคัญ ๆ มักจะกล่าวหาว่าผู้บริหารมักจะถือเอาประโยชน์และอามิสเป็นที่ตั้ง เช่น มีคำพังเพยว่า “สืบสายโลหิต (เห็นแก่ญาติมิตร) เป็นศิษย์ข้างเคียง(เห็นแก่บุคคลที่เป็นนักเรียน ลูกศิษย์ของตนมาก่อน) นำเสบียงส่งหลังบ้าน (เห็นแก่อามิส ของขวัญ ของกำนัล) กราบกรานสอพลอ (เห็นแก่การสอพลอ ยกย่อง เชิดชูตน) ล่อไข่แดง (เห็นแก่ที่ผู้ใต้ปกครองหาของที่ตนอยากได้มาปรนเปรอ) แรงวิชา (เห็นแต่คนที่แสดงตนว่ามีปริญญา มีความรู้สูง) ถลามาเอง(เป็นโชคชะตาของผู้ได้รับ เพราะผู้ปกครองบังคับบัญชาไม่อยากให้ผู้อื่นได้เพราะอคติต่าง ๆ จึงมีโคต้าเหลือมายังตนที่ไม่เคยมีอะไรให้นายชอบ) ซึ่งผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องหลีกเลี่ยงอคติดังกล่าวนี้ได้อย่างสิ้นเชิงการพัฒนาจริยศึกษาจึงจะได้ผล ไม่มีใครขัดขวาง มีแต่จะให้ความร่วมมือ

 

จรรยาบรรณสำหรับผู้บริหาร

 

1. ซาบซึ้งถึงนโยบายอำนาจหน้าที่ และกิจการของสถานศึกษา หรือหน่ายงานที่ตนรับผิดชอบ มีแผนการดำเนินงาน หมั่นเอาใจใส่ ปรับปรุงสถานศึกษาหรือหน่ายงานของตนให้ดีขึ้นและทันสมัยอยู่เสมอ

2. หมั่นศึกษาหาความรู้ ในการบริหารและปรับปรุงตนเองอยู่ทุกระยะจัดให้มีระบบการติดต่อกับผู้ใต้บังคับบัญชา ครูอาจารย์ นักเรียน นักศึกษา อย่างมีระเบียบ และประสิทธิภาพ รู้จักใช้คนให้เหมาะกับงาน ต้องติดตามผลงานอยู่เสมอ หากพบข้อพกพร่องอย่างไร ต้องรีบแก้ไข รู้จักพิจารณาลำดับความสำคัญของงาน งานไหนด่วนต้องรีบทำก่อน หมั่นอบรมผู้ใต้บังคับบัญชาให้มีความสามารถในการทำงาน

3. เป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริต มีพรหมวิหารธรรม มีความยุติธรรม เป็นคนตรงเป็นคนใจกว้าง และใจหนักแน่นต่อสภาพการณ์ และคำพูดที่ขัดแย้งและไม่เป็นมิตร เป็นผู้ที่กล้ายอมรับผิด ไม่เป็นคนหูเบา ฟังความเห็นของทุกฝ่ายทุกด้านก่อน แล้วจึงสั่งการหรือปฏิบัติงานใด ๆ ไม่เป็นคนเชื่อข่าวลือ หรือคำบอกเล่า

4. เป็นผู้มีความคิดริเริ่ม และสนับสนุนผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาให้มีความคิดริเริ่มด้วย คอยกระตุ้นให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาแสดงความคิดเห็น และหาทางปรับปรุงงานของสถานศึกษาหรือหน่ายงานของตนให้ดีอยู่เสมอ สนใจและเอาใจใส่ ในความเป็นอยู่ของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา รู้จักยกย่องผู้กระทำดี และควรทำต่อหน้าผู้อื่นเมื่อมีโอกาส เมื่อจะดุหรือว่ากล่าวผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา หรือครูอาจารย์ ต้องทำเงียบ อย่าให้ใครได้ยิน แสดงให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเห็นว่า ความก้าวหน้าของเขาขึ้นกับผลของการปฏิบัติงานมากกว่าสิ่งใด ให้เกียรติแก่ผู้เสนอความคิดเห็นหรือวิธีการไว้ ไม่อ้างเอาความคิดเห็นหรือวิธีการของผู้อื่น หรือผู้ใต้บังคับบัญชาว่าเป็นของตน

5. ขยันขันแข็งในการงาน อุทิศเวลาแก่หน้าที่การงาน ไม่เป็นคนโลเลหรือเปลี่ยนใจบ่อย เป็นผู้สั่งที่ดีหรืออำนวยการที่ดี เป็นผู้นำของผู้ใต้บังคับบัญชา ครูอาจารย์ และนักเรียน นักศึกษา มิใช่ถือแส้คุมอยู่ข้างหลัง และประพฤติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดี แก่ผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา ครูอาจารย์ และนักเรียน นักศึกษา ในทุกทางทุกเวลา

 

ครูอาจารย์ผู้สอนจริยศึกษาในสถานศึกษา

การที่จะจัดหรือพัฒนาจริยศึกษาในสถานศึกษาให้ได้ผล ครูอาจารย์ทุกท่าน นับตั้งแต่หัวหน้าสถานศึกษาลงไป จะต้องเป็นครูหรืออาจารย์จริยศึกษาด้วย ไม่ว่าจะเป็นครูภาษา วิทยาศาสตร์ การงาน วิชาชีพ ศิลปศึกษา พลานามัย ก็ต้องเป็นครูจริยศึกษา คือ มีบุคลิกภาพ คุณสมบัติ และดำเนินการสอน

จริยศึกษาในวิชาต่าง ๆ เช่นเดียวกับครูอาจารย์จริยศึกษา ครูอาจารย์ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าในการจัดการจริยศึกษาในสถานศึกษา หรือเป็นผู้สอนจริยศึกษาหรือวิชาที่เกี่ยวข้องโดยตรง ควรได้รับการคัดเลือกให้เหมาะสม และมีความรู้ความสามารถในการดำเนินการ หรือการสอน ดังนี้

1. บุคลิภาพคุณสมบัติของครูอาจารย์จริยศึกษา สถานศึกษาควรเลือกครูอาจารย์ให้ทำหน้าที่จัด

และ สอนจริยศึกษา หรือเป็นครู อาจารย์แนะแนว จากผู้ที่มีบุคลิกภาพ และคุณสมบัติดังนี้

1.1 เป็นผู้มีความศรัทธาในความเป็นครูอย่างแท้จริง

1.2 เป็นผู้มีวินัย จรรยา มารยาทของครู ตามระเบียบที่ดีงามของครู

1.3 มีความรู้ในเรื่องวิชาการศึกษา จิตวิทยาการศึกษา พัฒนาการ และการเรียนรู้ของบุคคล จิตวิทยาการแนะแนว

1.4 มีความรัก พอใจ ในการสอนการจัดจริยศึกษา

1.5 มีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรม และเนื้อหาวิชาที่ตนเองต้องรับผิดชอบในการจัดหรือการสอนเป็นอย่างดี

1.6 มีบุคลิกภาพและความประพฤติเหมาะสมสอดคล้องไม่ขัดกับหลักธรรม เนื้อหาวิชาที่ตนจัด หรือสอนนักเรียน นักศึกษา

1.7 มีความยิ้มแย้มแจ่มใส มีอัธยาศัยดี เป็นกันเองกับนักเรียน นักศึกษา มีอารมย์เยือกเย็น

1.8 มีความยินดีต้อนรับ และให้ความสะดวกแก่นักเรียน นักศึกษาผู้มาติดต่อขอความอนุเคราะห์ในงานของตน และขอคำแนะนำต่าง ๆ

1.9 มีศิลปะในการฟัง มีความอดทน สามารถรอได้ คอยได้ มีทักษะในการฟัง และยินดีเป็นผู้ฟัง ให้โอกาสแก่คนได้ระบายความทุกข์ ปัญหาข้อขัดข้องใจ อารมณ์และความรู้สึกสะเทือนใจต่าง ๆ

1.10 เป็นผู้มีบุคลิกลักษณะดี กระฉับกระเฉงว่องไว วางใจ และมองโลกในแง่สร้างสรรค์ในกรณีที่จะสอนจริยศึกษาเป็นวิชา หรือเป็นชั่วโมง ครูอาจารย์ที่จะเป็นผู้สอนควรเตรียมตัวและเตรียมบทเรียน ดังนี้

 1. กำหนดความมุ่งหมายเฉพาะบทเรียนที่สอนให้เหมาะสม

 2. ศึกษาทำความเข้าใจเนื้อเรื่องที่สอน ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้

3. กำหนดวิธีสอนว่า จะใช้วิธีอะไร ดำเนินการตอนไหน อย่างไร

4. จัดทำจัดหาอุปกรณ์การสอน ตลอดจนตังอย่างประกอบให้พร้อม

5. กำหนดประเมินผลการสอนของตน โดยจะสังเกตจากปฏิกิริยาตอบสนองของนักเรียนตอนไหน อย่างไร

6. กำหนดงานที่จะให้นักเรียนไปศึกษาเพิ่มเติม หรือทำกิจกรรมอะไรต่อไป หรือ เป็นการบ้านมาส่งรายงาน อย่างไร

7. สรุปบทเรียนให้เห็นคุณค่าการพัฒนาตนเองและวิเคราะห์ตนเองอย่างไรและกำหนดก่อนจบบทเรียน ต้องให้นักเรียน นักศึกษาทุกคนยืนสงบ อธิษฐานแผ่เมตตา 1 นาที 

      ในการเข้าสอนจริยศึกษาในชั่วโมงตามหลักสูตร หรือในการจัดกิจกรรมที่มีการบรรยายการอบรม ผู้สอน ผู้บรรยาย หรือผู้ให้การสอน ควรปฏิบัติ ดังนี้

1. ก่อนเข้าห้องสอน หรือขึ้นบรรยาย ขึ้นอบรม ควรสำรวจตัวเองในเร่องการแต่งกายให้สะอาด เรียบร้อย ธรรมดา ไม่ฉูดฉาด ไม่เปิดเผย สิ่งอันไม่สมควรเปิดเผย

2. สำรวจบทเรียน คำบรรยาย และอุปกรณ์การสอนคำบรรยายที่จะใช้ให้เรียบร้อย

3. เข้าห้องสอนเริ่มบรรยาย หรือให้การอบรม ให้ตรงตามเวลา

4. กล่าวคำทักทายนักเรียน นักศึกษา หรือคอยรับทำทักทายให้เหมาะสมกับฐานะและหรือขึ้นต้นกับคำบรรยายให้เหมาะสมกับผู้ฟัง และสุภาพ

5. มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ไม่กังวล ไม่บูดบึ้ง ไม่ฉุนเฉียว ไม่โกรธง่าย แสดงอารมณ์ยินดีต้อนรับนักเรียน นักศึกษา หรือผู้ฟัง ไม่อารมณ์ค้าง

6. ก่อนเริ่มบทเรียนหรือก่อนบรรยาย ควรให้นักเรียน นักศึกษาหรือผู้ฟัง สวดมนต์ไหว้พระอย่างย่อ หรือสงบใจเสียก่อนจะเป็นการดี เป็นการน้อมนำนักเรียน นักศึกษาเข้าสู่การกระทำความดี สลัดความคิดคั่งค้างเดิมออกไป เตรียมกายเตรียมใจรับความรู้และวิธีการปฏิบัติจากบทเรียนหรือเรื่องที่บรรยาย

7. เริ่มทำการสอนหรือบรรยายตามบทเรียนหรือเรื่องที่จะบรรยายที่ได้เตรียมมา โดยใช้กลวิธีในการสอนหรือบรรยาย

2. หัวข้อธรรมหรือเรื่องราวที่นำมาจัดเป็นบทเรียนจะสอนหรือบรรยาย ควรเป็นคุณธรรมและ

จริยธรรมที่ประสงค์จะปลูกฝังให้กับนักเรียน นักศึกษา ตามความมุ่งหมายของแผนการศึกษาแห่งชาติ ดังกล่าวมาแล้วแต่ต้น ในการสอนบรรยายหรือการอบรมนั้น ควรให้นักเรียน นักศึกษาได้ร่วมการศึกษาบทเรียน หรือคำบรรยายเรื่องนั้น ให้ได้มีความเข้าใจ ได้เปลี่ยนแปลงเจตคติ เกิดความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพและพฤติกรรมของตน เกิดคุณธรรมขึ้นในใจให้ได้ฝึกการปฏิบัติจนมีจริยธรรมขึ้นในผู้เรียนให้ได้

3. การประเมินผลการจัดและการสอนจริยศึกษา ต้องสอดคล้องกับความมุ่งหมายของการจัด

จริยศึกษา คือ การพัฒนาบุคลิกภาพ เจตคติ และพฤติกรรมของนักเรียน นักศึกษา การประเมินผลที่ดี คือ การพัฒนาบุคลิกภาพ เจตคติและพฤติกรรมของคน ครูอาจารย์ควรจะสามารถแยกนักเรียนนักศึกษาที่ตนสอนได้ว่า ผู้ใดมีปัญหาเป็นรายบุคคล รายกรณี ตลอดทั้งให้คำแนะนำ ปรึกษา สนทนา ทำความเข้าใจเป็นรายบุคคลด้วย ความมุ่งหมายสำคัญของครูอาจารย์ คือ ช่วยให้นักเรียน นักศึกษารู้จักสงเคราะห์ตนเอง วิเคราะห์ปัญหาและค้นหาสาเหตุแห่งปัญหาของตนเองตลอดทั้งหาวิธีการที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้นซึ่งครูอาจเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือแนะนำตลอดเวลาได้สำหรับนักเรียน ที่มีปัญหาน้อย ครูอาจารย์อาจใช้วิธีการแนะนำเป็นหมู่ และประเมินผลโดยการสังเกตพฤติกรรมเป็นส่วนรวมได้

 

หลักการสอนจริยศึกษา

1. หลักการเบื้องต้นในการสอนจริยศึกษา ซึ่งพัฒนาขึ้นมาจากผลการค้นคว้าวิจัยและจากบาง

ส่วนของวิชาจิตวิทยาการศึกษา มีดังนี้

 1.1 การสอนจริยศึกษา ควรเน้นเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมในลักษณะบวก ไม่ใช่ ลักษณะลบ เช่น ในการตั้งจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ควรระบุลงไปว่า เพื่อเสริมสร้างและดำรงรักษาไว้ซึ่งความประพฤติที่ดีของนักเรียนทุกคนในระดับสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ไม่บอกแต่เพียงว่าเพื่อให้นักเรียนทุกคนไม่ทำชั่ว ไม่ทำบาปเท่านั้นรวมทั้งการยกตัวอย่างประกอบในการสอนก็เช่นเดียวกันครูอาจารย์ควรจะยกตัวอย่างบุคคลที่มีความประพฤติดีดีกว่าไปยกย่องบุคคลที่มีความประพฤติไม่ดี

1.2 จุดประสงค์ที่สำคัญในการสอนจริยศึกษา คือ ความเป็นผู้ปฏิบัติตนของนักเรียน ไม่ใช่สอนเพื่อให้ผู้เรียนได้รับแต่เพียงความรู้ไปเท่านั้น ครูอาจารย์ ควรพยายามสอนให้นักเรียนคิดถึงวิชาจริยศึกษาไปในแง่ของการปฏิบัติ มากกว่าในแง่ของการท่องจำวิชาความรู้ทั้งนี้เพราะการปฏิบัติมีผลต่อความประพฤติของผู้เรียนโดยตรง

1.3 ครูอาจารย์จัดประสบการณ์ทางการเรียนรู้ให้เหมาะสม หรือสอดคล้องกับพัฒนาการทางด้านสรีรวิทยา ทางด้านจิตวิทยา และทางด้านสังคมวิทยาของนักเรียน ทั้งนี้ เพราะการประพฤติหรือการปฏิบัติครอบคลุมไปทั้งภาวะแห่งความสมบูรณ์ของร่างกาย และจิตใจ และสังคมซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างมาก ในเรื่องความประพฤติตนให้มีจริยธรรม

1.4 บทเรียนที่ครูอาจารย์จะสอนนักเรียนนั้นควรจะได้คำนึงถึงความสนใจ ความต้อง การ ความสามารถ และภูมิหลังของนักเรียนด้วยเสมอ เพราะทั้ง 4 อย่างนี้เป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญมากเกี่ยวกับตัวนักเรียน ที่จะช่วยให้การเรียนรู้บรรลุเป้าหมายได้มากน้อยเพียงใด การเรียนการสอนจริยศึกษาจะไม่ได้ผลเต็มที่ ถ้าหากบกพร่องหรือขาดองค์ประกอบอย่างหนึ่งอย่างใดใน 4 อย่างนี้ไป

1.5 การสอนจริยศึกษา เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ที่ดีนั้น ครูอาจารย์ ควรจัดให้นักเรียน ได้มีส่วนร่วมในบทเรียน หรือมีการกระทำสิ่งต่าง ๆ รวมกัน รวมถึงการที่นักเรียน ได้มีโอกาสแสดงออก ซึ่งความคิดเห็นต่าง ๆ อันเป็นผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หรือพัฒนาบุคลิกภาพได้อย่างแท้จริง เช่น การสอนเรื่องความเคารพ (คารวะ) ไม่ใช่เพียงแต่จะให้นักเรียนฟังคำอธิบาย และชมการสาธิตของครูเท่านั้น แต่นักเรียนควรจะได้มีส่วนร่วมโดยการฝึกปฏิบัติในการแสดงความเคารพด้วยตนเอง รวมทั้งได้มีการอภิปราย และซักถามข้อสงสัยด้วย

1.6 การสอนจริยศึกษาแบบแก้ปัญหาจัดว่าเป็นสถานการณ์แห่งการเรียนรู้ที่ได้ผลดีแบบหนึ่งก็ต่อเมื่อปัญหานั้นเป็นเรื่องจริง และมีความหมายต่อตัวนักเรียนเท่านั้น เด็กในระดับประถมศึกษาเป็นวัยที่เริ่มมีความสามารถที่จะคิดในสิ่งที่เป็นรูปธรรม เริ่มรู้จักเหตุผล และค้นหาความจริง แม้จะยังคำนึงถึงวัตถุทางกายเป็นหลักอยู่ก็ตาม แต่ก็เริ่มเปลี่ยนไปสู่วัยแสวงหาความจริง ชอบค้นคว้าหาเหตุผลอันเป็นวัยของเด็กชั้นมัธยมศึกษา ดังนั้น การสนับสนุนให้เป็นผลประโยชน์ และโทษของการปฏิบัติ การฝึกหัดให้นักเรียนรู้จักแก้ปัญหาทางด้านจริยธรรม เป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการเรียนวิชาจริยศึกษา เพราะการแก้ปัญหาจริยธรรมได้นั้น ย่อมสร้างพฤติกรรมหรือพัฒนาบุคลิกภาพให้แก่นักเรียน ดังนั้น ปัญหาที่ครูหยิบยกขึ้นมา จึงควรเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ของชีวิตจริงในปัจจุบัน ซึ่งมีความหมายและความสำคัญต่อตัวเด็กเสมอ

1.7 จุดประสงค์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจริยศึกษาควรจะต้องมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์ในชีวิตจริงของนักเรียนเสมอ กิจกรรมหลาย ๆ อย่างที่ครูอาจารย์นำมาใช้ควรเป็นกิจกรรมที่นักเรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงของนักเรียนได้ด้วยจะช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ดียิ่งขึ้น อันที่จริง นักเรียนไม่ได้เรียนแต่เฉพาะเนื้อหาหัวข้อจริยธรรมเท่านั้น แต่นักเรียนจะเรียนวิธีการ หรือกิจกรรมการเรียนการสอน ที่ครูอาจารย์นำมาใช้เป็นวิธีการสอนจริยศึกษาด้วย

1.8 ครูอาจารย์ควรจะให้นักเรียนได้รู้จักสรุปแนวความคิดรวบยอดของเนื้อหา หัวข้อจริยธรรม และสามารถนำเอาแนวความคิดรวบยอดเหล่านั้น ไปใช้กับประสบการณ์ใหม่ ๆ ในด้านต่าง ๆ ของชีวิตประจำวันได้ เพราะเนื้อหาหัวข้อจริยธรรมสำหรับแต่ละระดับการศึกษานั้นมีมาก จนเป็นการยากที่นักเรียนจะจดจำ หรือหยิบยกนำไปใช้ได้หมด การสอนที่เน้นในเรื่องแนวความคิดรวบยอดมีความสำคัญมากสำหรับวิชาจริยศึกษา

1.9 นักเรียนแต่ละคนย่อมมีเอกลักษณ์ โดยเฉพาะของตัวเอง นักเรียนจึงสามารถเรียนรู้ได้ตามอัตราและด้วยวิธีการสอน หรือวิถีทางของเขาเองเสมอ ดังนั้น กิจกรรมหรือวิธีสอน และสื่อสารการเรียนที่ผู้สอนจะนำไปสอนจริยศึกษา จึงจำเป็นต้องมีหลาย ๆ อย่างแตกต่างกันไปด้วยเพื่อจะได้ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี และสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

2. หลักเกณฑ์ในการสอนจริยศึกษา ให้ได้ผล มีดังนี้

2.1 การจัดเนื้อหาและประสบการณ์เข้าในบทเรียน ควรเน้นให้นักเรียนได้รับการพัฒนาความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติที่เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน ดังนี้

ก. นักเรียนชั้นประถมศึกษา ควรเน้นการปฏิบัติเป็นอันดับที่หนึ่ง เจตคติเป็นอันดับที่สอง และความรู้เป็นอันดับที่สาม เพราะเป็นวัยที่ยังมีความรู้สึก ความเข้าใจ ทางรูปธรรมสูง เริ่มสร้างเจตคติทางคุณธรรม และเริ่มรู้จักเหตุผล ในการที่แสดงหรือกระทำอะไรเป็นพฤติกรรมออกมา

ข. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ควรเน้นเจตคติเป็นอันดับที่หนึ่ง ความรู้เป็นสำคัญที่สอง และการปฏิบัติเป็นลำดับที่สาม เพราะเป็นวัยแห่งการยอมรับอุดมคติด้านจริยธรรมได้เป็นอย่างดี และมีความต้องการที่จะพัฒนาเกี่ยวกับจริยธรรมเพิ่มมากขึ้น มีแนวคิดที่ดีและมีระดับ

วุฒิภาวะมากขึ้น

ค. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ควรเน้นทางความรู้เป็นเรื่องสำคัญที่หนึ่ง ทางด้านเจตคติเป็นลำดับที่สอง และทางปฏิบัติเป็นลำดับที่สาม เพราะวัยนี้เป็นวัยรุ่น มีความสามารถในทางภาษา และวิชาการต่าง ๆ ดีกว่าในชั้นต้น ๆ ที่ผ่านมาและมีความสนใจเป็นพิเศษในการจะศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ตลอดจนพร้อมที่จะรับรู้แนวความคิดต่าง ๆ มาหลอมเป็นหลักคุณธรรมและจริยธรรมประจำตน โดยเฉพาะความรู้ที่มีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นเหตุเป็นผลมีความจำเป็นสำหรับวัยนี้มาก

2.2 เนื้อหาของหัวข้อจริยธรรมควรสอนให้ครอบคลุมเนื้อหาสำหรับชั้น หรือระดับการศึกษานั้น ๆ ทั้งหมด และจัดให้เหมาะสมกับความสามารถ ความรู้ความสนใจของนักเรียน ที่สามารถเลือกเอาไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน และต้องสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมด้วย

2.3 การสอนจริยธรรมสำหรับชั้นหนึ่ง ๆ ควรแยกชั่วโมงเป็นวิชาโดยเฉพาะ หรือ ถ้ามีความจำเป็น ถ้าจัดไม่ได้ ก็ควรให้สอดแทรกอยู่กับวิชาอื่นก็ได้ และควรให้ต่อเนื่องกันกับความรู้เดิมของนักเรียน

2.4 ผลการเรียนการสอน ควรวัดออกมาหลาย ๆ ด้าน เช่น เจตคติของจริยนิสัย ความรู้ ความเข้าใจ และการปฏิบัติของจริยธรรม

3. การจัดดำเนินการสอนจริยศึกษา ในชั้นหรือระดับการศึกษาหนึ่ง ๆ ผู้สอนอาจพิจารณา ดำเนินการสอนตามความเหมาะสม ได้แก่

3.1 การสอนแบบบูรณาการ หรือการสอนซ่อมเสริม

3.2 สอนตามเหตุการณ์โดยบังเอิญ เช่น ขณะที่มีข่าวหนังสือพิมพ์ เกี่ยวกับการบำเพ็ญประโยชน์ (อัตถจริยา) ก็ให้จัดดำเนินการสอนหัวข้อจริยธรรมเกี่ยวกับการบำเพ็ญประโยชน์ เป็นต้น

3.3 สอนให้สัมพันธ์กับวิชาอื่น โดยดึงเอาความรู้เนื้อหาของแต่ละหัวข้อจริยธรรมเข้าไปในแต่ละวิชา เช่น ดึงเอาความรู้เนื้อหาของหัวข้อ ความมีระเบียบวินัย (วินโย จ สุสิกขิโต) เข้าไปใน วิชาพลศึกษาได้จะดียิ่ง

4. วิธีสอนจริยศึกษา เป็นวิธีการ หรือวิถีทาง หรือกิจกรรม ซึ่งครูอาจารย์ควรได้จัดเตรียมเอา ไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อใช้เป็นทางนำนักเรียนไปสู่จุดมุ่งหมายปลายทางแห่งการสอนจริยศึกษา ซึ่งได้แก่การเรียนรู้จริยธรรม ดังนั้น วิธีสอนจริยศึกษาที่ดี คือ วิธีสอนที่ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้มากที่สุด ดังนี้

4.1 ลักษณะของวิธีสอนจริยศึกษาโดยทั่วไป อาจแบ่งออกได้เป็