|
บทที่
5
หน้าที่และความรับผิดชอบของครู
1.
บทนำ
คำว่า
หน้าที่ (Duty)
ตามความหมายใน
Dictionary of Education นั้น
หมายถึง
สิ่งที่ทุกคนต้องทำ
โดยปกติแล้วภาวะจำยอมจะเป็นไปตามหลักศีลธรรมแต่บางครั้งก็เป็นไปตามกฎหมายหรือข้อตกลง
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ.2525
ได้ให้ความหมายของ
หน้าที่ ไว้
ดังนี้ คือ
กิจที่ควรทำ,กิจที่ต้องทำ,วงแห่งกิจการ,
สำหรับคำว่า ความรับผิดชอบ
ให้ความหมายไว้
ดังนี้
คือการยอมรับตามผลที่ดีและไม่ดีในกิจการที่ได้กระทำไป
webster
s third New Internetionary dictionary
ได้ให้คำนิยามของ
ความรับผิดชอบ
ไว้ ดังนี้
-
ความรับผิดชอบด้านศีลธรรม
กฎหมาย หรือ
จิตใจ
-
ความไว้ใจ
ความเชื่อถือได้
Dictionary
of Education
ได้ให้ความหมายของความรับผิดชอบไว้
ไว้ว่า หน้าที่ประจำของแต่ละบุคคล
เมื่อเขาได้รับมอบหมายให้งานอย่างใดอย่างหนึ่ง
ส่วนความหมายของครู
ในที่นี้จะอธิบายตามรูปคำภาษาอังกฤษ
คือ Teachers
โดยสรุปจากคำอธิบายของ
ยนต์ ชุ่มจิต
ในหนังสือ
ความเป็นครู
ดังนี้ (ยนต์
ชุมจิต 2531: น. 4955)
T
(Teaching) การสอน
หมายถึง
การอบรมสั่งสอนศิษย์ให้มีความรู้
ความสามารถในวิชาการทั้งหลายทั้งปวง
ซึ่งถือว่าเป็นงานหลักของครูทุกคนทุกระดับชั้นที่สอน
ตามระเบียบคุรุสภาว่าด้วยจรรยามารยาทและวินัยตามระเบียบประเพณีของครู
พ.ศ. 2526 ข้อ 3
กำหนดไว้ว่า
ครูต้องตั้งใจสั่งสอนศิษย์และปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เกิดผลดีด้วยเอาใจใส่
อุทิศเวลาของตนให้แก่ศิษย์จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่การงานมิได้
และในข้อ 6
กำหนดไว้ว่า
ครูต้องถ่ายทอดวิชาความรู้โดยไม่บิดเบือนและปิดบังอำพรางไม่นำหรือยอมให้นำผลงานทางวิชาการของตนเองไปใช้ในทางที่ทุจริตหรือเป็นภัยต่อมนุษยชาติ
จากข้อกำหนดทั้ง
2 ข้อ
ที่นำมากล่าวนี้จะเห็นว่าหน้าที่ของครูที่สำคัญคือการอบรมสั่งสอนศิษย์
การถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่ศิษย์
โดยเฉพาะในข้อ
3
ของระเบียบประเพณีของครู
พ.ศ. 2526 นี้
ถือว่าการอบรมสั่งสอนศิษย์เป็นหน้าที่ที่สำคัญมาก
จะละทิ้งหรือทอดทิ้งไม่ได้เพราะถ้าหากครูละทิ้งการสอนก็คือครูละทิ้งหน้าที่ของครูซึ่งการกระทำเช่นนั้นจะมีผลต่อการเจริญเติบโตทางความคิดและสติปัญญาของศิษย์เป็นอย่างมาก
กล่าวคือ
ศิษย์ของครูจะไม่ได้รับการพัฒนา
ความคิด
ความรู้
และสติปัญญา
หรือได้รับบ้างแต่ก็ไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร
ดังนั้นครูทุกคนควรตระหนักในการสอนเป็นอันดับแรกโดยถือว่าเป็นหัวใจของความเป็นครูคือการอบรมสั่งสอนศิษย์ให้เป็นคนดีมีความรู้ในวิทยาการทั้งปวง
ซึ่งการที่ครูจะปฏิบัติหน้าที่ในการสอนของครูได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์นั้น
ซึ่งสำคัญที่ครูต้องเพิ่มสมรรถภาพในการสอนให้แก่ตนเอง
E(Ethics)จริยธรรมหมายถึงหน้าที่ในการอบรมจริยธรรมให้แก่นักเรียนซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่หลักอีกประการหนึ่งนอกจากการสั่งสอนในด้านวิชา
ความรู้โดยทั่วไปนอกจากนี้ครูทุกคนจะต้องประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นผู้มีจริยธรรมอันเหมาะสมอีกด้วยเพราะพฤติกรรมอันเหมาะสมที่ครูได้แสดงออกจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการปลูกฝังศรัทธาให้ศิษย์ได้ปฏิบัติตาม
A
( Academic) วิชาการ
หมายถึง
ครูต้องมีความรับผิดชอบในวิชาการอยู่เสมอ
กล่าวคือ
ครูต้องเป็นนักวิชาการอยู่ตลอดเวลา
เพราะอาชีพของครูต้องใช้ความรู้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพ
ดังนั้นครูทุกคนต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เป็นประจำ
หากไม่กระทำเช่นนั้นจะทำให้ความรู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมานั้นล้าสมัย
ไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางวิชาการใหม่
ๆ
ซึ่งมีอย่างมากมายในปัจจุบัน
C
(Cultural Heritage)
การสืบทอดวัฒนธรรมหมายถึงครูต้องมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมจากคนรุ่นหนึ่งให้ตกทอด
ไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง
หรือ รุ่นต่อ
ๆ ไป
ซึ่งมีวิธีการที่ครูจะกระทำได้
2 แนวใหญ่ ๆ
ด้วยกันคือ
1.
การปฏิบัติตามวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามอย่างถูกต้องเป็นประจำ
กล่าวคือ ครูทุกคนจะต้องศึกษาให้เข้าใจในขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของชาติอย่างถ่องแท้เสียก่อน
ต่อจากนั้นจึงปฏิบัติตามให้ถูกต้องและเหมาะสม
เพื่อให้ศิษย์และประชาชนทั่วไปยึดถือเป็นแบบอย่าง
เช่น
-
การแต่งกายให้เหมาะสมตามโอกาสต่าง
ๆ
-
การแสดงความเคารพและกิริยามารยาทแบบไทย
ๆ
-
การจัดงานมงคลสมรส
2.
การอบรมสั่งสอนนักเรียนให้เข้าใจในวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทยอย่างถูกต้อง
และในขณะเดียวกันก็กระตุ้นส่งเสริมให้นักเรียนได้ประพฤติปฏิบัติตามให้ถูกต้องตามแบบฉบับอันดีงามที่บรรพบุรุษได้ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมา
H
( Human Relationship)
มนุษย์สัมพันธ์
หมายถึง
การมีมนุษย์สัมพันธ์อันดีของครูต่อบุคคลทั่วๆไป
เพราะการมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีจะช่วยให้ครูสามารถปฏิบัติหน้าที่ของครู
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้
การมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีของครูยังช่วยทำให้สถาบันศึกษาที่ครูปฏิบัติงานอยู่มีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วอีกด้วย
ดังนั้น
ครูทุกคนจึงควรถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบอีกประการหนึ่งที่จะต้องคอยผูกมิตรไมตรีอันดีระหว่าง
บุคคลต่าง ๆ
ที่ครูมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
มนุษย์สัมพันธ์ระหว่างครูกับบุคคลต่าง
ๆ
อาจจำแนกได้
ดังนี้
ครูกับนักเรียน
ครูกับนักเรียนนับว่าเป็นบุคคลที่มีความใกล้ชิดกันมากที่สุด
จนกระทั่งในอดีตยกย่องให้ครูเป็นบิดาคนที่สองของศิษย์
ผู้ปกครองเมื่อส่งบุตรหลานเข้าโรงเรียนก็ฝากความหวังไว้กับครู
กล่าวคือ
มอบภาระต่าง
ๆ
ในการอบรมดูแล
ลูกหลานของตนให้แก่ครู
ดังนั้น
ครูจึงควรปฏิบัติหน้าที่ของครูให้สมบูรณ์ที่สุด
และควรสร้างมนุษย์สัมพันธ์อันดีระหว่างครูและศิษย์ให้แน่นแฟ้น
ให้ศิษย์มีความรู้สึกฝังใจตลอดไป
วิธีการที่ครูควรจะทำต่อศิษย์
เช่น
1.
สอนศิษย์ให้เกิดความสามารถในการเรียนรู้ในวิชาการต่าง
ๆ
ให้มากที่สุดเท่าที่ครูจะกระทำได้
2.
สอนให้นักเรียนหรือศิษย์ของตนมีความสุขเพลิดเพลินกับการเล่าเรียนไม่เบื่อหน่าย
อยากจะเรียนอยู่เสมอ
3.
อบรมดูแลความประพฤติของศิษย์ให้อยู่ในระเบียบวินัยหรือกรอบของคุณธรรม
ไม่ปล่อยให้ศิษย์กระทำชั่วด้วยประการทั้งปวง
4.
ดูแลความทุกข์สุขอยู่เสมอ
5.
เป็นที่ปรึกษาหารือ
ช่วยแก้ปัญหาต่าง
ๆ
ให้แก่ศิษย์
ครูกับครู
ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับครูนับว่ามีความสำคัญมากที่สุดต่อการพัฒนาวิชาชีพครู
เพราะครูกับครูที่ทำงานสอนอยู่สถานศึกษาเดียวกัน
เปรียบเสมือนบุคคลที่เป็นสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน
หากสมาชิกในครอบครัวเดียวกันมีความสมานสามัคคีอันดีต่อกันแล้ว
นอกจากจะทำให้การอบรมสั่งสอนนักเรียนเป็นไปอย่างมีคุณภาพแล้ว
ยังช่วยให้การปฏิบัติงานในด้านต่าง
ๆ
ที่นอกเหนือจากการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้
การพัฒนาสถานศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพครูก็จะดำเนินไปอย่างรวดเร็ว
วิธีที่ครูควรปฏิบัติต่อครู
เพื่อสร้างมนุษย์สัมพันธ์ต่อกัน
เช่น
1.
ร่วมมือกันในการอบรมสั่งสอนศิษย์ให้เป็นพลเมืองดีของชาติอย่างสม่ำเสมอ
2.
ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในทางด้านวิชาการ
เช่น
การแนะนำการสอน,
แนะนำเอกสาร
หรือแหล่งวิทยาการให้
3.
ช่วยเหลืองานส่วนตัวซึ่งกันและกันเท่าที่โอกาสจะอำนวย
4.
ทำหน้าที่แทนกันเมื่อคราวจำเป็น
5.
ให้กำลังใจในการทำงานซึ่งกันและกัน
ซึ่งอาจจะแสดงออกในรูปของวาจาหรือการกระทำก็ได้
6.
กระทำตนให้เป็นผู้มีความสุภาพอ่อนน้อมต่อกันเสมอ
ไม่แสดงตนในทำนองยกตนข่มท่าน
หรือแสดงตนว่าเราเก่งกว่าผู้อื่น
ครูกับผู้ปกครอง
ผู้ปกครองนักเรียนเป็นบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งนับว่ามีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาเล่าเรียนของศิษย์และความก้าวหน้าของสถานศึกษา
โรงเรียนใดที่สามารถโน้มน้าวให้ผู้ปกครองนักเรียนเข้ามาใกล้ชิดโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ
โรงเรียนนั้นจะสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็วทั้งด้านคุณภาพการเรียนของนักเรียนและการพัฒนาสิ่งแวดล้อมทางกายภาพและสังคมรอบ
ๆ โรงเรียน
วิธีการที่ครูสามารถสร้างมนุษย์สัมพันธ์กับผู้ปกครองนักเรียนได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ
เช่น
1.
แจ้งผลการเรียนหรือความเจริญก้าวหน้าของศิษย์ให้ผู้ปกครองนักเรียนทราบเป็นระยะ
ๆ
2.
ติดต่อกับผู้ปกครองเพื่อช่วยแก้ปัญหาของศิษย์ในกรณีที่ศิษย์มีปัญหาทางการเรียน
ความประพฤติ
สุขภาพ อื่น ๆ
3.
หาเวลาเยี่ยมเยียนผู้ปกครองเมื่อมีโอกาสอันเหมาะสม
เช่น
เมื่อได้ข่าวการเจ็บป่วย
หรือสมาชิกในครอบครัวถึงแก่กรรม
เป็นต้น
4.
เชิญผู้ปกครองร่วมทำกิจกรรมต่าง
ๆ
ของโรงเรียน
เช่น
การแข่งขันกีฬา
ประจำปี
งานแจกประกาศนียบัตร
หรืองานชุมนุมศิษย์เก่า
เป็นต้น
5.
เมื่อได้รับเชิญไปร่วมงานของผู้ปกครองนักเรียน
เช่น
งานอุปสมบท
งานขึ้นบ้านใหม่
งานมงคลสมรส
เป็นต้น
ต้องพยายามหาเวลาว่างไปให้ได้
6.
ครูควรร่วมมือกันทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความรู้และอาชีพให้ผู้ปกครองและประชาชนในท้องถิ่นบ้าง
จะทำให้ประชาชนเห็นความสำคัญของครูมากยิ่งขึ้น
7.
เมื่อชุมชนได้ร่วมมือกันจัดงานต่าง
ๆ เช่น
งานประจำปีของวัด
หรือ
งานเทศกาลต่าง
ๆ
ครูควรให้ความร่วมมืออยู่อย่างสม่ำเสมอ
8.
ครูควรแจ้งข่าวสารต่าง
ๆ
ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
โดยให้ผู้ปกครองได้ทราบเป็นระยะ
ๆ
ซึ่งอาจจะส่งข่าวสารทางโรงเรียน
หรือการติดประกาศตามที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้านก็ได้
นอกจากครูจะต้องพยายามสร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนกลุ่มบุคคลต่าง
ๆ ดังกล่าว
ซึ่งถือว่า
เป็นกลุ่มบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับครู
และครูก็ต้องเกี่ยวข้องด้วยตลอดเวลาแล้ว
ยังมีกลุ่มบุคคลอื่น
ๆ
ที่ครูจะต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีด้วยอีก
เช่น
พระภิกษุกับบุคคลทั่วไป
โดยเฉพาะพระภิกษุสงฆ์ในวัดซึ่งโรงเรียนตั้งอยู่
จะมีส่วนช่วยให้การดำเนินการงานต่าง
ๆ ของ โรงเรียนเป็นไปด้วยความเรียบร้อยมากขึ้น
ส่วนประชาชนทั่วไปนั้นหากได้รับความประทับใจ
เมื่อมาติดต่องานกับโรงเรียน
ก็จะเป็นส่วนเป็นพลังอีกส่วนหนึ่งที่คอยสนับสนุนงานการศึกษาของโรงเรียนให้ก้าวหน้าต่อไป
E
(Evaluation)
การประเมินผลหมายถึงการประเมินผลการเรียนการสอนนักเรียนซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่ง
ของครูเพราะการประเมินผลการเรียนการสอนเป็นการวัดความเจริญก้าวหน้าของศิษย์ในด้านต่างๆหากครูสอนแล้วไม่มีการประเมินผลหรือวัดผลครูก็จะไม่ทราบได้ว่าศิษย์มีความเจริญก้าวหน้าในด้านใดมากน้อยเพียงใด
ดังนั้น
ครูจึงควรจะระลึกอยู่เสมอว่า
ณ
ที่ใดมีการสอน
ทีนั่นจะต้องมีการสอบ
สำหรับการประเมินผลการเรียนการสอนของนักเรียนนั้น
ครูสามารถใช้วิธีการต่าง
ๆ
ได้หลายวิธี
ทั้งนี้อาจจะใช้หลาย
ๆ
วิธีในการประเมินผลครั้งหนึ่งหรือเลือกใช้เพียงวิธีการใดวิธีการหนึ่ง
ในการประเมินผลการเรียนการสอนนั้นมีหลายวิธี
เช่น
1.
การสังเกต
หมายถึง
การสังเกตพฤติกรรมการทำงาน
การร่วมกิจกรรมกลุ่มหรือความตั้งใจในการศึกษาเล่าเรียน
เป็นต้น
2.
การสัมภาษณ์
หมายถึง
การสัมภาษณ์เพื่อต้องการทราบความเจริญก้าวหน้าทางด้านการเรียนของนักเรียน
ซึ่งอาจจะเป็นการสัมภาษณ์ในเนื้อหาวิชาการที่เรียน
วิธีการเรียน
หรือวิธีการทำงาน
เป็นต้น
3.
การทดสอบ
หมายถึง
การทดสอบความรู้ในวิชาการที่เรียน
อาจจะเป็นการทดสอบทางภาคทฤษฎีหรือภาคปฏิบัติก็ได้
ถ้าจะให้ได้ผลดียิ่งขึ้นก็ควรมีการทดสอบทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในการเรียนการสอนทุก
ๆ วิชา
4.
การจัดอันดับคุณภาพ
หมายถึง
การนำเอาผลงานของนักเรียนแต่ละคนในกลุ่มมาเปรียบเทียบกันในด้านคุณภาพ
แล้วประเมินคุณภาพของนักเรียนแต่ละคนว่าคนใด
ควรอยู่ในระดับใด
5.
การใช้แบบสอบถามและแบบสำรวจ
เป็นวิธีการประเมินผลการเรียนอีกแบบหนึ่ง
เพื่อสำรวจตรวจสอบคุณภาพการเรียนการสอนทั้งของนักเรียนและของครู
6.
การบันทึกย่อและระเบียนสะสม
เป็นวิธีที่ครูจดบันทึกพฤติกรรมความเจริญก้าวหน้าของนักเรียนแต่ละคนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
7.
การศึกษาเป็นรายบุคคล
หมายถึง
เป็นวิธีการที่นิยมใช้กับนักเรียนที่มีปัญหาเป็นรายบุคคล
ปัญหาในที่นี้หมายความว่า
ควบคุมทั้งเด็กที่เรียนเก่งและเด็กที่เรียนอ่อนรวมทั้งเด็กมีปัญหาในด้านพฤติกรรมต่าง
ๆ ด้วย
8.
การใช้วิธีสังคมมิติ
เป็นวิธีการที่นิยมใช้เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มเดียวกันประเมินคุณภาพของบุคคลในสมาชิกเดียวกัน
เพื่อตรวจสอบดูว่า
สมาชิกคนใดได้รับความนิยมสูงสุดในด้านใดด้านหนึ่งหรือหลาย
ๆ ด้านก็ได้
9.
การให้ปฏิบัติและนำไปใช้
เป็นวิธีการที่ครูต้องการทราบพัฒนาการทางด้านทักษะหรือการปฏิบัติงานของนักเรียนหลังจากที่ได้แนะนำวิธีการปฏิบัติให้แล้ว
การประเมินผลการเรียนการสอนทุก
ๆ วิชา
ครูควรประเมินความเจริญก้าวหน้าของนักเรียนหลาย
ๆ ด้าน
ที่สำคัญ คือ
1.
ด้านความรู้
(Cognitve Domain ) คือ
การวัดความรู้ความเข้าใจ
การนำไปใช้
การวิเคราะห์
การสังเคราะห์
และการประเมินผล
2.
ด้านเจตคติ (
Affective Domain) คือ
การวัดความรู้สึก
ค่านิยม
คุณธรรมและจริยธรรมของนักเรียนในด้านต่าง
ๆ เช่น
ความตรงต่อเวลา
ความมีระเบียบวินัย
ความเอื้อ เฟื้อเผื่อแผ่
และความขยันขันแข็งในการทำงาน
เป็นต้น
3.
ด้านการปฏิบัติ
(Psychomotor Domian) คือการวัดด้านการปฏิบัติงานเพื่อต้องการทราบว่านักเรียนทำงานเป็นหรือไม่หลังจากที่ได้ศึกษาภาคทฤษฎีแล้ว
การวัดด้านการปฏิบัติงานหรือด้านทักษะนี้
ครูจะใช้มากหรือน้อยจะต้องขึ้นอยู่กับลักษณะวิชาที่สอน
วิชาใดเน้นการปฏิบัติงานก็จำเป็นต้องมีการวัดด้านการปฏิบัติงานให้มาก
ส่วนวิชาใดเน้นให้เกิดความงอกงามทางด้านสติปัญญา
การวัดด้านการปฏิบัติงานก็จะลดน้อยลง
อย่างไรก็ตาม
ในการเรียนการสอนทุก
ๆ
วิชาควรจะมีการวัดในด้านการปฏิบัติงานบ้างตามสมควร
R
(Research) การวิจัย
หมายถึง
ครูต้องเป็นนักแก้ปัญหา
เพราะการวิจัยเป็นวิธีการแก้ปัญหาและการศึกษาหาความจริง
ความรู้ที่เชื่อถือได้โดยวิธี
การวิจัยของครูในที่นี้
อาจจะมีความหมายเพียงแค่ค้นหาสาเหตุต่าง
ๆ
ที่นักเรียนมีปัญหาไปจนถึงการวิจัยอย่างมีระบบในชั้นสูงก็ได้
สาเหตุที่ครูต้องรับผิดชอบในด้านนี้ก็เพราะในการเรียนการสอนทุก
ๆ วิชา
ควรจะต้องพบกับปัญหาต่าง
ๆ อยู่เสมอ
เช่น
ปัญหาเด็กไม่ทำการบ้าน
เด็กหนีโรงเรียน
เด็กที่ชอบรังแกเพื่อน
และเด็กที่ชอบลักขโมย
เป็นต้น
พฤติกรรมต่าง
ๆ เหล่านี้
ถ้าครูสามารถแก้ไขได้ก็จะทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
การที่ครูจะแก้ไขปัญหาการเรียนการสอนให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น
ครูจะต้องทราบสาเหตุแห่งปัญหานั้น
วิธีการที่ควรจะทราบสาเหตุที่แท้จริงได้
ครูจะต้องอาศัยการวิจัยเข้ามาช่วย
ดังนั้น
หน้าที่ของครูในด้านการค้นคว้าวิจัยจึงเป็นงานที่ครูจะหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อเป็นเช่นนี้
ครูทุกคนจึงควรศึกษากระบวนการวิจัยให้มีความรู้
ความเข้าใจด้วย
ขั้นตอนในการวิจัยที่สำคัญมี
ดังนี้
1.
การตั้งปัญหา
2.
การตั้งสมมุติฐานเพื่อแก้ปัญหา
3.
การรวบรวมข้อมูล
4.
การวิเคราะห์ข้อมูล
5.
สรุปผล
สำหรับขั้นตอนของการทำงานวิจัยควรดำเนินงานตามลำดับต่อไปนี้
1.
การเลือกปัญหาสำหรับการวิจัย
2.
การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
3.
การจำกัดขอบเขตและการให้คำจำกัดความของปัญหา
4.
การตั้งสมมุติฐาน
5.
การกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
6.
การสร้างเครื่องมือสำหรับการวิจัย
7.
การรวบรวมข้อมูล
8.
การวิเคราะห์และการแปลความหมายข้อมูล
9.
การสรุป
อภิปราย
และข้อเสนอแนะ
10.
การรายงานผลการวิจัย
S
(Service) บริการ
หมายถึง
การให้บริการ
คือ
ครูจะต้องให้บริการแก่สังคมหรือบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม
ดังต่อไปนี้
1.
บริการความรู้ทั่วไป
ให้แก่นักเรียน
ผู้ปกครอง
ประชาชนในท้องถิ่น
2.
บริการความรู้ทางด้านความรู้และสุขภาพอนามัย
โดยเป็นผู้ให้ความรู้หรือเป็นผู้ประสานงานเพื่อดำเนินการให้ความรู้แก่ประชาชน
3.
บริการด้านอาชีพ
เช่น
ร่วมมือกับหน่วยงานอื่นเพื่อจัดฝึกอบรมอาชีพระยะสั้นให้ประชาชนในท้องถิ่น
4.
บริการให้คำปรึกษาหารือทางด้านการศึกษาหรือการทำงาน
5.
บริการด้านแรงงาน
เช่น
ครูร่วมมือกับนักเรียนเพื่อพัฒนาหมู่บ้าน
6.
บริการด้านอาคารสถานที่แก่ผู้ปกครองนักเรียนที่มาขอใช้อาคารสถานที่ในโรงเรียนด้วยความเต็มใจ
2.
หน้าที่และความรับผิดชอบของครู
1.
สอนศิลปวิทยาให้แก่ศิษย์
ซึ่งถือเป็นหน้าที่สำคัญสำหรับครู
ครูที่ดีต้องทำการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ
มีการพัฒนาการสอนให้สอดคล้องกับความสามารถและความสนใจของนักเรียน
นอกจากนั้นต้องสามารถให้บริการการแนะแนวในด้านการเรียน
การครองตน
และรักษาสุขภาพอนามัย
จัดทำและใช้สื่อการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพรวมทั้งสามารถปรับหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นและสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน
2.
แนะแนวการศึกษาและอาชีพที่เหมาะสมให้แก่ศิษย์
เพื่อช่วยให้ศิษย์ของตนสามารถเลือกวิชาเรียนได้ตามความเหมาะสม
ทั้งนี้ครูต้องคำนึงถึงสติปัญญา
ความสามารถ
และความถนัดของบุคลิกภาพของศิษย์ด้วย
3.
พัฒนาและส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของศิษย์
โดยการจัดกิจกรรม
ซึ่งมีทั้งกิจกรรมการเรียนการสอนในหลักสูตร
และกิจกรรมการเรียนการสอนนอกหลักสูตร
4.
ประเมินผลความเจริญก้าวหน้าของศิษย์
เพื่อจะได้ทราบว่า
ศิษย์ได้พัฒนาและมีความเจริญก้าวหน้ามากน้อยเพียงใดแล้ว
การประเมินผลความเจริญก้าวหน้าของศิษย์ควรทำอย่างสม่ำเสมอ
5.
อบรมคุณธรรม
จริยธรรม
ความมีระเบียบวินัย
และค่านิยมที่ดีงามให้แก่ศิษย์
เพื่อศิษย์จะได้เป็นผู้ใหญ่ที่ดีของสังคมในวันหน้า
6.
ปฏิบัติตามกฎระเบียบของหน่วยงานและสถานศึกษา
ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติครูและจรรยาบรรณครู
เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์
7.
ตรงต่อเวลา
โดยการเข้าสอนและเลือกสอนตามเวลา
ทำงานสำเร็จครบถ้วนตามเวลาและรักษาเวลาที่นัดหมาย
8.
ปฏิบัติงาน ทำงานในหน้าที่
ที่ได้รับมอบหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
9.
ส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความสามารถของคน
โดยการศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอครูไทยในสมัยกรุงสุโขทัยถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นคือพระภิกษุ
สมัยนั้นภาระหน้าที่ของพระภิกษุที่เป็นครู
คือต้องบิณฑบาตมาเลี้ยงดูศิษย์อบรมศิษย์ในทางศาสนานอกจากนั้นครูจะสอนเขียนอ่านหนังสือไทยและบาลีกิจกรรมในแต่ละวันจะแสดงให้ทราบถึงหน้าที่ของพระที่เป็นครูคือในช่วงเช้าหลังจากที่ท่านฉันข้าวเสร็จ
มีการเรียนเขียนอ่าน
ต่อหนังสือ
ท่องบ่น
ตอนก่อนเพล
เด็กก็จะต้องเตรียมการให้พระฉันเพลหลังอาหารกลางวันเด็กก็ฝึกหัดเขียน
อ่าน ท่องบ่น
พระก็จำวัด
พอถึงเวลาบ่าย
1 โมง หรือ 2 โมงพระก็ตื่นนอนมาตรวจให้และสอบดูผู้เขียนอ่านไปตอนเช้าว่าถูกต้องเพียงใด
คนที่แม่นยำก็ได้เรียนต่อเติมขึ้นไป
บางแห่งมีการตรวจสอบในตอนเช้า
ตอนบ่ายจึงเรียนเขียนอ่านต่อ
ถ้าใครเกียจคร้านก็จะถูกตีด้วยไม้
บ่าย 4
โมงครึ่ง
หรือ 5 โมง
จึงเลิกเรียน
วันหยุดเรียนได้แก่วันพระ
และวันที่มีพิธีต่าง
ๆ (กระทรวงศึกษาธิการ.
2507 ).
|